สงครามล่าสุดในตะวันออกกลางอาจกำลังสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางอย่างยิ่งยวดของระบบพลังงานไทย หรือการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
“เราจะโจมตีและเผาทำลายเรือทุกลำที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” พลตรี เอบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กล่าวเตือนเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ก่อนการโจมตีเรือหลายลำ รวมถึงเรือของไทยจะเริ่มขึ้นหลังจากนั้น
ภายหลังอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ความขัดแย้งลุกลามไปยังหลายพื้นที่ในตะวันออกกลาง รวมถึงกาตาร์ ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งมีรายงานว่าโดรนของอิหร่านได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกาตาร์ ส่งผลให้บริษัท QatarEnergy ต้องหยุดการผลิต LNG ชั่วคราว โดยคาดว่าการหยุดชะงักจะกินเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังท้าทายเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง แต่สำหรับประเทศไทย มันกำลังเปิดเผยปัญหาที่ลึกกว่านั้น — โครงสร้างระบบพลังงานไฟฟ้าที่พึ่งพา LNG นำเข้าอย่างหนัก
สงครามอิหร่านและวิกฤต LNG ไทย
ข้อมูลจาก JustPow เครือข่ายองค์กรด้านข้อมูล องค์ความรู้ การสื่อสารในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทย โดยคิดเป็น 58.19% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2567

โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของก๊าซธรรมชาติถูกขุดขึ้นมาจากอ่าวไทย ขณะที่ 35.5% เป็น LNG นำเข้า และที่เหลือมาจากก๊าซที่ส่งผ่านท่อจากเมียนมา โดยกาตาร์นับเป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดให้กับประเทศไทย โดยในช่วงปี 2554–2567 ไทยนำเข้า LNG จากกาตาร์รวมทั้งสิ้น 1,129.69 ล้านลิตร ทิ้งห่างผู้ส่งออกรายอื่นอย่างมาเลเซียและออสเตรเลียอยู่หลายเท่าตัว
รัฐบาลไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยระบุว่าสามารถกระจายแหล่งนำเข้า LNG ไปยังภูมิภาคอื่น และเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อควบคุมราคาค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานยังคงเชื่อว่าราคาค่าไฟของไทยจะพึ่งสูงขึ้นอยู่ดี
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยเผชิญเหตุการณ์ทำนองนี้ ในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนปี 2565 ซึ่งทำให้ราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า LNG ของไทยเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า และทำให้หนี้สะสมของ กฟผ. พุ่งสูงถึงประมาณ 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ครัวเรือนไทยมองเห็นผลกระทบโดยถนัดตา ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงเกิน 4 บาทต่อหน่วยเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี และพุ่งสูงสุดที่ 4.72 บาทต่อหน่วยในเดือนกันยายน 2565
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า เมื่อราคาก๊าซ LNG พุ่งสูง คนที่ต้องแบกรับภาระคือครัวเรือนประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ความน่ากังวลที่แท้จริงไม่ได้อยู่เพียงแค่ราคาค่าไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่โครงสร้างของระบบพลังงานไทยเองที่ผูกตัวเองอยู่กับก๊าซธรรมชาติอย่างแน่นหนา
โครงสร้างแสนล้านที่เสี่ยงสูญค่า
ในรายงาน “Thailand’s Fossil Lock-In: Stranded Risk of Midstream Oil and Gas Infrastructure” ที่จัดทำขึ้นโดย CFNT พบว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนขนาดใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานฟอสซิลเพิ่มเติม โดยแบ่งออกเป็น
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซ LNG มูลค่ารวมกว่า 84,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
- 1.1 โครงการสถานีรับจ่ายก๊าซ 66,000 ล้านบาท
- 1.2 โรงแยกก๊าซประมาณ 18,000 ล้านบาท
- การลงทุนในโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมมูลค่ารวมประมาณ 189,000 ล้านบาท

หนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้ ปตท. และ กัลฟ์ เดินหน้าโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ LNG แห่งที่ 3 ท่ามกลางเสียงคัดค้านและคำถามถึงความคุ้มค่าในโครงการแห่งที่ 1 และ 2 ซึ่งยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพเสียด้วยซ้ำ
โครงการดังกล่าวไม่เพียงเป็นการผูกอนาคตภาคพลังงานไทยไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะก๊าซ LNG แต่มันคือการเพิ่มความเสี่ยงที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานฟอสซิลจะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่า เนื่องจากโลกกำลังเดินหน้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมสีเขียวเต็มตัว
ที่สำคัญ มันนำไปสู่คำถามว่า ประเทศไทยจริงจังแค่ไหนต่อคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้แก่สหประชาชาติ ในการบรรลุเป้าหมาย net zero ภายในปี 2050 ตามแผน NDC 3.0 ฉบับปรับปรุง
บนเส้นทางลวงสู่ net zero ของไทย
ภายใต้แผน NDC 3.0 ที่ประเทศไทยยื่นก่อนการประชุม COP 30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ไทยได้ขยับเป้าหมาย Net Zero มาเป็นปี 2050 และตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2035
อย่างไรก็ตาม ในแผนฉบับดังกล่าว ประเทศไทยมิได้แสดงความมุ่นมั่นในการดำเนินแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดอย่างการทยอยยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่กลับดูเหมือนกำลังมองหาวิธีทำให้เชื้อเพลิงฟอสซิล “สะอาดขึ้น” ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ เช่น การใช้ไฮโดรเจนร่วมกับเชื้อเพลิง (hydrogen co-firing) และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)


รายงาน Financing NDC 3.0: Challenges and Opportunities toward Net Zero 2050 ของ CFNT ชี้ว่า ไทยกำลังเผชิญช่องว่างทางการเงินในภาคพลังงานอย่างน้อย 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายภายใต้ความเชื่อว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะ “สะอาดขึ้น” อาจทำให้ประเทศอยู่บนเส้นทางลวง และอาจเผชิญความเสี่ยงทางการเงินมหาศาลสูงถึง 455 พันล้านดอลลาร์ จากการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน และ 113 พันล้านดอลลาร์จากโครงการการใช้ไฮโดรเจนร่วมกับเชื้อเพลิง ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ในทางกลับกัน รายงานของ CFNT ระบุว่า การทยอยยุติการใช้ถ่านหินตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซที่คุ้มค่าที่สุด โดยมีต้นทุนต่ำกว่าการทำระบบดักจับคาร์บอนนอกชาบฝั่งถึง 6 เท่า และต่ำกว่าการพัฒนาระบบการใช้ไฮโดรเจนร่วมกับเชื้อเพลิงถึง 20 เท่า
อุปสรรคสำคัญอยู่ที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน อย่างไรก็ตาม สัญญาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ในหลายประเทศ เช่น สเปน ได้มีการเจรจาปรับสัญญาในลักษณะเดียวกันเพื่อประโยชน์สาธารณะและเพื่อเอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อุปสรรคไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางเทคนิคหรือกฎหมาย หากแต่อยู่ที่คำถามว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่ตัดสินใจลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

รื้อโครงสร้างเดิม มุ่งหน้าสู่อนาคตพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน คำอธิบายและหลักฐานจากงานวิจัยได้ชี้ชัดแล้วว่าพลังงานหมุนเวียนคือคำตอบ
รายงาน Thailand: Turning Point for a Net-Zero Power Sector ของ BloombergNEF ระบุว่า การขยายพลังงานหมุนเวียนเป็นแนวทางที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อรวมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ต่ำกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซหรือถ่านหินแห่งใหม่แล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง
ณ จุดนี้ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของพลังงานหมุนเวียนชัดเจนแล้ว เช่นเดียวกับความเสี่ยงจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ยิ่งทวีความชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่ขาดอยู่จึงไม่ใช่ “ทางออก” หากแต่คือ “เจตจำนงทางการเมือง”
ทิศทางข้างหน้าจึงควรชัดเจนว่าคือ การเดินหน้าขยายพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการสร้างประชาธิปไตยพลังงานสำหรับคนไทยทุกคน
