ผู้อำนวยการ CFNT เสนอ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม

Share
สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT / ภาพโดย Justpow

เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2569 ภายในงาน ‘#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050’ ที่จัดขึ้นโดย JustPow ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) 

งานนี้เริ่มต้นขึ้นด้วยข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงาน (Energy Policy Recommendations White Paper) ต่อพรรคการเมืองจาก 9 นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

1.การปฏิรูปโครงสร้างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดย ผศ.ดร. ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ คณะนิติศาสตร์ ​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2. การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน โดย รศ.ดร. ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มธ.

3. การปลดระวางถ่านหิน โดย ดร. ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.

4. การดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ (Net Zero) โดย ธารา บัวคำศรี  ผู้ร่วมก่อตั้งกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors

5. การกำกับโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอย (Enlaw) โดย สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  

6. การสนับสนุนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) โดย อาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100)

7. การขยายโควต้ารับซื้อไฟจากโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิผลิตและขายไฟกันเองได้ โดย ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ  ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ RE Generation Thailand

8. การเพิ่มการแข่งขันและกระจายอำนาจระบบไฟฟ้า โดย ชื่นชม สง่าราศรี กรีเซน นักวิจัยอิสระ

9. นโยบายด้านการเงิน เพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน โดย สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าทีมวิจัย Fair Finance Thailand และผู้อํานวยการ Climate Finance Network Thailand (CFNT)

สำหรับข้อเสนอทางนโยบายจากผู้อำนวยการ CFNT มีดังนี้ 

ย้อนชมการนำเสนอของ สฤณี อาชวานันทกุล ได้ตั้งแต่ 1.23.40 – 1.31.55

ปัญหาสำคัญ 2 ประการ

ทางด้าน สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT ได้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอปัญหาด้านการเงินสำคัญ 2 ประการในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ 

ประการแรก สถาบันการเงินจำนวนมากยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงไฟฟ้าฟอสซิลและโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่

ประการสอง โครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพทางด้านพลังงาน โดยเฉพาะระดับครัวเรือนและชุมชนยังต้องการกลไกสนับสนุนทางด้านการเงิน

นโยบายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน 7 ข้อ

เพื่อแก้ไขปมปัญหาข้างต้น สฤณีเสนอนโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน 7 ข้อเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

1. เร่งออก พ.ร.บ.ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.. และประกาศใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับกับภาคพลังงาน

กฎหมายฉบับนี้บรรจุเครื่องมือที่สำคัญทางด้านการเงิน เช่น กลไกราคาคาร์บอน อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักประกันว่าจะมีการใช้เครื่องมือดังกล่าวกับภาคพลังงาน ซึ่งเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ดังนั้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องบังคับใช้กลไกคาร์บอนภาคบังคับกับภาคพลังงาน เพื่อจูงใจในในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

2. ประกาศให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องปลดระวาง ภายในปี 2035 เพื่อให้สอดคล้องกับแผน NDC 3.0 ที่ระบุไว้ว่า การปลดระวางถ่านหินก่อนกำหนดมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ใช้ต้นทุนถูกที่สุดหรือราว 11 ดอลลาร์/ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เท่านั้น

โดยความชัดเจนจากรัฐบาลจะเป็นแรงที่ช่วยให้การปลดระวางถ่านหินก่อนกำหนดเป็นไปได้จริง และทำให้ภาคการเงินสามารถออกแบบแผนการเงินเพื่อช่วยให้โรงไฟฟ้าถ่านหินปลดระวางก่อนกำหนด

3. นำเกณฑ์ Do No Significant Harm ใน EU Taxonomy มาใช้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำให้ครบถ้วน โดย Fair Finance Thailand มองว่าเกณฑ์ใน Thailand Taxonomy สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำยังไม่รัดกุมเพียงพอ โดยควรนำหลักการ DNSH มาใช้ให้ครบถ้วน ดังต่อไปนี้

3.1 ผู้ดำเนินโครงการต้องปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบอย่างครบถ้วน เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งรวมถึงการรับประกันว่าปลาจะสามารถเดินทางอพยพทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ การลดการไหลของตะกอนให้น้อยที่สุดและบรรเทาความผันผวนระยะสั้นของแม่น้ำ รวมถึงมาตรการส่งเสริมที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

3.2 ผู้ดำเนินโครงการต้องจัดทำรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อแหล่งน้ำ สัตว์น้ำ พันธุ์พืชอย่างครบถ้วน ตลอดจนประเมินผลกระทบสะสมของโครงการตลอดสายน้ำให้ครบถ้วน

4. ธปท.ต้องกำหนดให้ธนาคารทุกแห่งจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสำหรับพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตลงทุนในภาคพลังงาน

5. ออกมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับชุมชนและครัวเรือนผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing: OBF) เพื่อลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในช่วงเริ่มต้นของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ และเปลี่ยนมาทยอยจ่ายผ่านบิลค่าไฟแทน

อ่านประเด็นนี้เพิ่มเติม ได้ที่: https://climatefinancethai.com/th/here-comes-everbody-th/

6. ธนาคารแห่งประเทศควรประกาศลดน้ำหนักความเสี่ยงสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานจาก 100% สู่ 50% เพื่อลดต้นทุนของโครงการและสนับสนุนให้ธนาคารมีพื้นที่ในการปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการพลังงานหมุนเวียน

7. ภาครัฐต้องทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล และเปลี่ยนมาสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานแทน

โดยภายหลังที่นักวิชาการทั้งหมดนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ตัวแทนจากพรรคการเมือง 7 แห่งได้แสดงความเห็นจากมุมพรรคการเมืองว่าเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยในข้อเสนอนโยบายไหนบ้าง และทำไมถึงไม่เห็นด้วย โดยมีตัวแทนจากพรรคการเมืองที่เข้าร่วม ดังนี้ 

– กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์

– ฉัตรินทร์ จันทร์หอม พรรคเพื่อไทย

– ปริเยศ อังกูรกิตติ พรรคไทยสร้างไทย

– พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ พรรคภูมิใจไทย

– ภาณุรัช ดำรงไทย พรรคไทยก้าวใหม่

– วรภพ วิริยะโรจน์ พรรคประชาชน

– อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ

จากนั้น ตัวแทนพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย และแสดงความเห็นต่อข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านพลังงาน (White Paper) ตามลิสต์แต่ละข้อที่ปรากฏในเอกสาร โดยแต่ละคนมีเหตุผลที่แตกต่างกันในการสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเอง ไมว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี ข้อเสนอหนึ่งที่ตัวแทนทุกพรรคเห็นตรงกัน คือ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ลดระเบียบขั้นตอนในการขออนุญาตติดตั้งและขายไฟ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้เอง

ดาวน์โหลดไฟล์นำเสนอจากนักวิชาการ ได้ที่: https://shorturl.asia/jCKyE

เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT)