เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (CFNT) เปิดเผยข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 (พ.ศ. 2569) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลติดตามการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (Adaptation)ครอบคลุมการลงทุนจากเงินทุนในประเทศและต่างประเทศจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน องค์กรและองค์กรระหว่างประเทศ ภายในงาน ‘2026 Climate Finance: Time to Walk the Talk’ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ภูมิทัศน์การเงินเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย ประจำปี 2026
ผลการศึกษาพบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก
รวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 26% จากฐานข้อมูลปีที่แล้ว โดยภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์ยังคงเป็นผู้ลงทุนหลัก คิดเป็นมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าสองในสามของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่ภาคพลังงานและภาคขนส่ง เป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับเงินลงทุนสูงที่สุด โดยรวมกันกว่า 2 ใน 3 ของเงินลงทุนทั้งหมดเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก
ของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม แม้เงินลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกจะเพิ่มขึ้น แต่ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 สะท้อนว่า ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านประสิทธิผลในการลงทุน 2 ประการ
ความท้าทายที่หนึ่ง ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสุทธิต่อการลดก๊าซเรือนกระจกต่ำ เช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ขณะที่เทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีความพร้อมสูง เช่น พลังงานลมหรือการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ก่อนกำหนด กลับได้รับความสำคัญน้อยกว่าในแผนพัฒนาพลังงานของประเทศไทย
ความท้าทายที่สอง ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยในภาคพลังงาน เงินลงทุนกว่า 99% ถูกจัดสรรไปที่การผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียน ขณะที่เงินลงทุนในโครงสร้าง
พื้นฐานที่สำคัญ เช่น สมาร์ทกริด (smart grid) กลับมีอยู่อย่างจำกัด เช่นเดียวกับภาคขนส่งที่เงินทุนเกือบทั้งหมดถูกใช้
เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ แต่ยังขาดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
“ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโยโลยีคาร์บอนต่ำ ทั้งในภาคขนส่งและภาคพลังงาน โดยเราลงทุนในสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการปรับปรุงสายส่งไฟฟ้าน้อยกว่า 1% ของการลงทุนในแต่ภาคเศรษฐกิจ ฉะนั้น การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานยังเป็นอีกความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ที่จะกำหนดว่าการลงทุนของเราคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพหรือไม่” ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัยเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนกล่าว
จากผลการศึกษาดังกล่าว CFNT เสนอ 4 แนวทางเพื่อยกระดับประสิทธิผลในการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจก
ของประเทศไทย
1. จัดลำดับการลงทุนของภาครัฐโดยคำนึงถึงต้นทุนสุทธิการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งตันคาร์บอนเทียบเท่า (abatement cost) เป็นเกณฑ์สำคัญในการตัดสินใจลงทุน
2. ประกาศให้มีการบังคับใช้มาตรการราคาคาร์บอนภาคบังคับสำหรับภาคพลังงาน ใน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… ซึ่งขณะนี้ิยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา
3. จูงใจภาคเอกชนด้วยการลดต้นทุนการกู้ยืมในภาคธนาคาร โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง
ในการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
4. สนับสนุนให้ครัวเรือนเข้าถึงการผลิตพลังงานด้วยโซลาร์เซลล์บนหลังคาผ่านนโยบาย On-Bill Financing หรือสินเชื่อบิลค่าไฟ โดยให้ประชาชนผ่อนจ่ายการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ผ่านบิลค่าไฟรายเดือน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม Thailand Climate Finance Tracker 2026 โปรดดู: www.climatefinancethai.com/tracker/mitigation

ภูมิทัศน์การเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย ประจำปี 2026
ผลการศึกษาพบภูมิทัศน์การเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย ที่ CFNT เก็บรวบรวมร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) พบว่า ระหว่างปี พ.ศ. 2561 – เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยมีการลงทุน
เพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนราว 279.5 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับข้อมูลปีที่แล้วโดยภาครัฐไทย
ยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน คิดเป็น 81% ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่เงินลงทุนยังคงกระจุกตัว
อยู่ที่ภาคการจัดการน้ำที่ได้รับเงินลงทุนคิดเป็นประมาณ 3 ใน 4 ของเงินลงทุนทั้งหมด ในขณะที่ภาคสาธารณสุขได้รับเงินทุน
น้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนทั้งหมด
แม้เม็ดเงินลงทุนในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจะเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะโลกรวนในระดับสูง โดยข้อมูลจาก Climate Risk Index เมื่อปี 2024 ระบุว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก แต่มีความพร้อมในการรับมืออยู่ในอันดับที่ 123 ของโลก สะท้อนช่องว่างระหว่างความเสี่ยงและความพร้อมในการรับมือ
ภาวะโลกรวนข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 สะท้อนความท้าทายที่สำคัญ 2ประการของการลงทุน
ในด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน
ประการแรก การลงทุนไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ แม้แผน NDC 3.0 จะระบุถึงการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเปราะบาง แต่กลับไม่มีการระบุถึงกรอบการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาคการพัฒนา
ระบบสังคม ความยุติธรรม และความเสมอภาคยังคงมีช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ โดยได้รับการลงทุนเพียง
44 ล้านบาท จากเงินทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศ
ประการสอง การลงทุนเกือบทั้งหมดยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Gray Infrastructure) แบบเป้าหมายเดียว (Single-purpose Infrastructure) โดยเฉพาะในภาคการจัดการน้ำ การลงทุนลักษณะดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้น แต่อาจกลายเป็นการปรับตัวที่ก่อโทษ (Maladaptation) ซึ่งลดความสามารถในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในระยะยาว ดังที่สะท้อนจากเหตุการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ เช่นอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อปลายปี 2568
“ในด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของประเทศไทย ภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของการลงทุนทั้งหมด ฉะนั้น ในอนาคตเราคาดหวังให้ภาคเอกชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลงทุนด้านนี้ ผ่านกลไกการเงินแบบผสมผสานที่มีภาครัฐเป็นผู้รับความเสี่ยงในการลงทุนเบื้องต้น เพื่อทำให้การร่วมลงทุนเกิดขึ้นได้จริง” ธนิดากล่าวระหว่างการนำเสนอ
ในรายงาน Highlights from the 2026 Edition of Thailand Climate Finance Tracker: Introducing Maladaptation ซึ่ง CFNT จัดทำร่วมกับ ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นชุ่มน้ำ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) เสนอ 3 แนวทางเพื่อยกระดับประสิทธิผลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย
1. ทบทวนและปรับสมดุลโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ควบคู่ไปกับโครงสร้าง
พื้นฐานเดิม (Green-grey Infrastrucure) และให้ความสำคัญกับระบบป้องกันภัยพิบัติเพื่อเสริมความพร้อมของชุมชน
2. กำหนดแผนการดำเนินงานและจัดสรรงบประมาณต่อกลุ่มเปราะบางให้ชัดเจน เช่น การกำหนดให้มีการพัฒนาแผนที่
ความร้อนและสุขภาพ (Heat-health map) สำหรับเด็กเพื่อหลีกเลี่ยงการเล่นกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนเกินค่าที่ปลอดภัย
3. จูงใจจากภาคเอกชนให้ร่วมลงทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนผ่านนวัตกรรมทางการเงิน เช่น ไมโครไฟแนนซ์ การเงินแบบผสมผสาน หรือการเข้าถึงกองทุน Loss and Damage
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม Thailand Climate Finance Tracker 2026 โปรดดู:
www.climatefinancethai.com/tracker/adaptation
