ถ้าโรงไฟฟ้าขยะต้องการขยะ เมืองจะลดขยะได้อย่างไร?

Share
ภาพขยะถูกขนเข้าไปในโรงไฟฟ้าขยะอ่อน เมื่อวันที่ 19 ก.พ. ปี 2024 และคาดว่าการก่อสร้างทั้งหมดจะเสร็จภายในเดือน พ.ย. ปี 20256 – ภาพจาก Varuth Hirunyatheb

การจัดการขยะเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะที่สำคัญที่สุดของเมือง หากบริการชนิดนี้เกิดปัญหาเพียงระยะเวลาสั้นๆ ขยะหลายพันตันจะกองสุม กลิ่นไม่พึงประสงค์จะกระจายไปทั่วชุมชน เลวร้ายกว่านั้นคือเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดโรคติดต่อและกลายเป็นหายนะทางสาธารณสุขในที่สุด

แม้ปัญหาขยะสัมพันธ์กับชีวิตประชาชนในทุกวัน แต่ดูเหมือนเรายังไม่ค่อยได้คุยถึงเรื่องนี้กันเสียเท่าไหร่นัก ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ที่จะมีถึงในวันที่ 28 มิ.ย. นี้ 

ในระดับประเทศ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยชุมชนเกิดขึ้นประมาณ 27.76 ล้านตัน โดยกรุงเทพฯ เพียงแห่งเดียวมีขยะเกิดขึ้นราว 4.84 ล้านตัน หริอแปลว่าเมืองที่แทบมีขนาดเล็กที่สุดแห่งนี้ผลิตขยะเกือบ 1 ใน 5 ของขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมดในประเทศ 

ขยะปริมาณมหาศาลบวกกับสถานะของเมืองหลวง ทำให้กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะจัดการขยะปริมาณมหาศาลที่ตัวเองก่อขึ้น และจำเป็นต้องพึ่งพาบ่อขยะในจังหวัดข้างเคียง ได้แก่ บ่อขยะใน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อฝังกลบขยะบางส่วน 

กรุงเทพฯ ผลิตขยะราว 4.84 ล้านตัน แต่พื้นที่ในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอที่จะจัดการขยะปริมาณมหาศาลที่ตัวเองก่อขึ้น จึงจำเป็นต้องพึ่งพาบ่อขยะในจังหวัดข้างเคียง ได้แก่ บ่อขยะใน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

ถึงแม้ในสมัยที่แล้ว ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. จะออกนโยบายที่สำคัญเกี่ยวกับการจัดการขยะ เช่น มาตรการจูงใจทางการเงิน โดยลดค่าเก็บขยะสำหรับบ้านที่แยกขยะ หรือการเพิ่มจุดรับขยะรีไซเคิลในกรุงเทพฯ แต่ดูเหมือนว่าปริมาณขยะ โดยเฉพาะขยะเศษอาหาร ยังอยู่ในปริมาณที่สูงมากอยู่ดี ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 30-40 ของปริมาณขยะทั้งหมด และยังก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นจากน้ำชะขยะและก๊าซมีเทน

คำถามสำคัญจึงวนกลับมาว่า กรุงเทพมหานครจะรับมือกับปริมาณขยะมหาศาลจำนวนนี้อย่างไร?

โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช: เหรียญสองด้านของการจัดการขยะ 

ดูเหมือนหนึ่งในทางออกที่กรุงเทพฯ เลือกคือ โรงไฟฟ้าขยะ โดยในปัจจุบัน กรุงเทพฯ มีโรงไฟฟ้าขยะที่เริ่มเดินเครื่องแล้วทั้งหมด 2 แห่งในเขตหนองแขม และกำลังเตรียมเปิดดำเนินการอีกแห่งในเขตอ่อนนุช ในช่วงปลายปี 2569 

ถึงแม้ โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุชที่กำลังจะเปิดตัวมีการนำเทคโนโลยีแรงดันลบ ที่จะช่วยลดปัญหากลิ่นและการรั่วไหลของก๊าซมีเทนมาใช้ แต่โครงการดังกล่าวยังมีคำถามสำคัญอีกหลายประการ อาทิ หากปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบสูงกว่าศักยภาพการกำจัดจริง จะมีมาตรการใดรองรับการสะสมของขยะในบ่อพัก และหากขยะอาหารมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น หรือความชื้นสูงจากการสะสมของขยะในบ่อพัก ระบบจะสามารถรักษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการจัดการเถ้าลอย เถ้าหนัก และน้ำชะขยะจากกระบวนการเผาไหม้อีกด้วย

แต่คำถามสำคัญที่สุดคือ โรงไฟฟ้าขยะจะจัดการปัญหาขยะได้อย่างไร ในเมื่อมันต้องการขยะ?  

ประเทศเดนมาร์กคือตัวอย่างหนึ่งของปัญหาข้อนี้ เดนมาร์กดำเนินการสร้างโรงไฟฟ้าขยะมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนในปัจจุบัน เดนมาร์กมีโรงไฟฟ้าขยะมากถึง 26 โรงทั่วประเทศ และมีศักยภาพในการเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 4 ล้านตัน/ ปี อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสตื่นตัวเรื่องการอนุรักษืสิ่งแวดล้อม ปริมาณขยะภายในประเทศของเดนมาร์กกำลังลดลงเรื่อยๆ โดยโรงไฟฟ้าขยะ Amager Bakke ในเมืองโคเปนเฮเกนแห่งเดียว ก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะเผาขยะทั้งหมดที่เกิดในประเทศแล้ว ดังนั้น เดนมาร์กจำเป็นต้องนำเข้าขยะจากประเทศอื่น เพื่อรักษาระบบพลังงานไฟฟ้าและความคุ้มค่าของโรงไฟฟ้าขยะที่ลงทุนเอาไว้ 

ขณะที่ประเทศอื่นในยุโรปก็กำลังเผชิญบทเรียนใกล้กันนี้ โดยข้อมูลจากงานวิจัยของ Wuppertal Institute ในประเทศเยอรมนีพบว่า ศักยภาพในการเผาขยะของโรงไฟฟ้าขยะใน 6 จาก 32 ประเทศมีมากกว่าปริมาณขยะทั้งหมดในประเทศ ทำให้เกิดคำเตือนว่าภาวะเช่นนี้อาจทำให้เมืองต่างๆ ติดอยู่กับระบบที่ต้องพึ่งพาขยะอย่างต่อเนื่อง

โรงไฟฟ้าขยะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เงินลงทุนสูงและต้องอาศัยปริมาณขยะจำนวนมากเพื่อให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน มันแปลว่าความสำเร็จของโรงไฟฟ้าขยะขึ้นอยู่กับการมี “ขยะเพียงพอ” ไม่ใช่ทำให้ “ขยะลดลง” 

งานวิจัยในเมืองโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Infrastructure Lock-in หรือภาวะที่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนผ่านในอนาคต เพราะเมื่อเมืองลงทุนไปแล้ว ระบบทั้งหมดกลับต้องพึ่งพาปริมาณขยะเพื่อรักษาความคุ้มค่าของการลงทุน ดังนั้น โรงไฟฟ้าขยะอาจกลายเป็นปัญหาของการจัดการขยะและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยตัวมันเอง และเสี่ยงกลายเป็น “สินทรัพย์สูญค่า (stranded assets)” ก่อนสิ้นสุดอายุโครงการ กรณีใกล้เคียงกันนี้เคยกิดขึ้นมาแล้วในสหราชอาณาจักรเมือปี 2567 เมื่อกองทุนบำนาญท้องถิ่นขาดทุนมากกว่า 350 ล้านปอนด์จากการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่ขาดแคลนขยะในการผลิตไฟฟ้า จนประสบปัญหาด้านธุรกิจ 

โรงไฟฟ้าขยะอาจกลายเป็นปัญหาของการจัดการขยะและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยตัวมันเอง และเสี่ยงกลายเป็น “สินทรัพย์สูญค่า (stranded assets)” ก่อนสิ้นสุดอายุโครงการ 

สำหรับกรุงเทพฯ ประเด็นนี้อาจยังไม่ใช่ปัญหาในระยะสั้น แต่เป็นคำถามเชิงนโยบายที่ควรถูกตั้งขึ้นตั้งแต่วันนี้ว่า เมืองกำลังลงทุนในระบบที่จะช่วยลดขยะ หรือกำลังลงทุนในระบบที่จำเป็นต้องพึ่งพาขยะไปอีกหลายทศวรรษ 

ข้อเสนอแนะถึงผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป 

หากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ต้องการแก้ปัญหาขยะอย่างยั่งยืน อาจถึงเวลาที่นโยบายด้านขยะต้องก้าวข้ามการเพิ่มกำลังการกำจัด และหันมาให้ความสำคัญกับการลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทางอย่างจริงจัง 

ประการที่แรก การสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ที่เข้มข้นมากขึ้น วิธีนี้ใช้ได้ผลในหลายประเทศ เช่น ในประเทศจีน นครเซี่ยงไฮ้เริ่มบังคับใช้กฎหมายคัดแยกขยะในปี 2562 ส่งผลให้อัตราการคัดแยกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และยังเพิ่มคุณภาพของเชื้อเพลิงขยะ ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกรุงไทเป ที่ใช้ระบบ “ทิ้งมาก จ่ายมาก” โดยกำหนดให้ประชาชนจ่ายตามปริมาณขยะที่ทิ้งแบบไม่คัดแยก ส่วนกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ใช้ระบบคิดค่ากำจัดขยะอาหารตามน้ำหนักจริงที่ชั่งโดยผู้ทิ้งเอง ทำให้ประชาชนตระหนักถึงปริมาณขยะที่ตนเองสร้างขึ้นและช่วยลดขยะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ประการที่สอง การเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการกำจัดขยะต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลคุณภาพอากาศ การจัดการเถ้าลอย น้ำชะขยะ หรือผลการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและชุมชนโดยรอบ 

ประการสุดท้าย การกำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะที่เข้าสู่ระบบกำจัดอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงกำหนดเป้าหมายเพิ่มศักยภาพในการกำจัดขยะ เพราะเมืองที่ยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนเตาเผาที่สร้างขึ้น แต่วัดจากความสามารถในการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด 

นอกจากปัญหาเรื่องคอรัปชั่น น้ำท่วม ทางเท้า คำถามเรื่องการจัดการขยะควรเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชาวกรุงเทพฯ ควรให้ความสำคัญและร่วมตั้งคำถาม ก่อนที่จะเดินเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ 

เพราะเมืองที่น่าอยู่ไม่ใช่เมืองที่สามารถซ่อนขยะได้เก่งที่สุด แต่คือเมืองที่สามารถลดการสร้างขยะได้มากที่สุด และปัญหาขยะก็ไม่ใช่เรื่องของอ่อนนุชเพียงแห่งเดียว หากแต่เป็นภาพสะท้อนของอนาคตกรุงเทพมหานครทั้งเมือง

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

ปาริชาตจบปริญญาตรีจากภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีโอกาสได้ทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการจัดการขยะ และศึกษาต่อระดับปริญญาโทสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับพลังงานขยะ ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาวิชาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน