ข้อมูลการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน (adaptation finance) จาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่ง CFNT เก็บรวบรวมข้อมูลร่วมกับสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) พบว่า ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนระหว่างปี พ.ศ. 2561-พฤษภาคม พ.ศ. 2569 รวมประมาณ 279.5 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับฐานข้อมูลปี 2025 (เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2563- พ.ศ. 2567)

ถึงแม้เม็ดเงินที่ถูกใช้ในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย แต่ไม่ใช่ว่าทุกโครงการจะนำไปสู่การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิด “การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation)” หรือการปรับตัวที่ลดผลกระทบในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียในระยะยาว
ภายในงาน 2026 Climate Finance Tracker: Time to Walk the Talk ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนจึงได้จัดเวทีเสวนา Challenges of Climate Adaptation Finance: Policy Gaps and How to Avoid Maladaptation โดยได้รับเกียรติจาก
- ดร. กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER)
- ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ(IUCN)
- ดร. เพชร มโนปวิตร ที่ปรึกษา สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน ประเทศไทย (ZSL Thailand)
มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงความท้าทายของการดำเนินโครงการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน นิยามและความหมายของการปรับตัวที่ก่อโทษ ตลอดจนช่องว่างทางนโยบายที่จำเป็นต้องจัดการเพื่อผลักดันให้เกิดการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนอย่างมีประสิทธิภาพ
PIER – ความท้าทายของการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย
ดร.กรรณิการ์เริ่มต้นด้วยการฉายภาพข้อมูลจากแบบจำลองภูมิอากาศทั้งของโลกและของไทยซึ่งมีข้อค้นพบไปในทิศทางที่สอดคล้องกันว่าภายในสิ้นศตวรรษนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้น โดยภายใต้ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด อุณหภูมิเฉลี่ยของไทยอาจเพิ่มขึ้น 3-4 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีโอกาสส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญสภาพอากาศที่ผันผวนรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ภาวะที่ประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งภายในปีเดียวกัน ซึ่งสร้างความท้าทายอย่างมากต่อการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดน้ำ
“ในอนาคต ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในปีเดียวกัน ซึ่งมันจะเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างมากสำหรับผู้กำหนดนโยบาย ในการออกแบบวิธีการปรับตัวและโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับทั้งสองภัยพร้อมกัน” ดร.กรรณิการ์กล่าว
ดร.กรรณิการ์กล่าวต่อว่าอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในภาคการเกษตรมีการคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2554-2588 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะสร้างผลกระทบสะสมต่อภาคเกษตรไทยสูงถึง 0.61-2.85 ล้านล้านบาท โดยพืชเศรษฐกิจโดยเฉพาะข้าว อ้อย และมันสำปะหลังมีแนวโน้มปริมาณผลผลิตลดลง ซึ่งจะซ้ำเติมรายได้ของกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบางอยู่แล้วให้รุนแรงขึ้นอีก อย่างไรก็ดี แต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดย พื้นที่นอกเขตชลประทานจะได้รับผลกระทบสูงกว่าพื้นที่ในเขตชลประทาน

หากพิจารณาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อกลุ่มเปราะบาง พบว่า น้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดบ่อยขึ้น อาจทำให้เด็กเผชิญความท้าทายในการเข้าถึงการศึกษา บริการสาธารณสุข รวมถึงโภชนาการที่ดี อีกทั้งอุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนคาดว่าจะเพิ่มความเสี่ยงทางด้านสุขภาพต่อเด็กและผู้สูงอายุโดยอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดย ดร.กรรณิการ์แสดงความกังวลอย่างมากต่อการจัดสรรเงินทุนเพื่อรับมือความท้าทายดังกล่าว เพราะข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ชี้ว่า ภาคการจัดการน้ำเป็นภาคส่วนที่ได้รับเงินลงทุนสูงถึง 3 ใน 4 ของเงินลงทุนทั้งหมด ในขณะที่หลายภาคส่วน เช่น ภาคสาธารณสุขได้รับเงินทุนสนับสนุนค่อนข้างน้อย
“เวลาพูดถึงเรื่องการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน มันสามารถทำได้หลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับพันธุ์พืชให้ทนต่อสภาพภูมิอากาศหรือการบริหารจัดการน้ำบนชายฝั่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในปัจจุบัน เงินส่วนใหญ่ยังคงถูกใช้ในโครงการขนาดใหญ่ซึ่งไม่ตอบโจทย์ชุมชนและผู้อยู่อาศัยในพื้นที่นั้นๆ” ดร.กรรณิการ์กล่าว
ดร.กรรณิการ์ตอกย้ำข้อเสนอสำคัญ 2 ประการในด้านการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย
ประการแรก การดึงดูดเงินลงทุนจากภาคส่วนอื่นๆ ประเทศไทยยังมีช่องว่างด้านเงินทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกมาก และภาครัฐยังคงเป็นผู้ลงทุนหลักหรือคิดเป็นมากกว่า 4 ใน 5 ของเงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องดึงดูดเงินทุนจากทั้งภาคเอกชน สถาบันการเงิน ตลาดทุน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศเพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว
ประการสอง พัฒนาโครงการด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อกระจายไปตามภาคส่วนต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาพันธุ์พืชหรือประกันภัยสำหรับภาคการเกษตร โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่อิงกับสภาพอากาศสำหรับภาคการท่องเที่ยว หรือการเตรียมตัวรับโรคอุบัติใหม่จากแมลงในภาคสาธารณสุข
IUCN – อะไรคือการปรับตัวที่ก่อโทษ?
ภัคเกษมเริ่มต้นด้วยการอธิบายความหมายของคำว่า “การปรับตัวต่อภาวะโลกรวน” คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกรวน เช่น ชาวบ้านในบังกลาเทศที่ปรับตัวต่อปัญหาอุทกภัยโดยการเลี้ยงเป็ดแทนไก่ เพราะเป็ดสามารถว่ายน้ำได้ ดังนั้น การปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจึงมีหลายระดับ แต่คำถามต่อมาที่สำคัญเช่นกันคือ การปรับตัวดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน เพราะการปรับตัวบางรูปแบบอาจนำไปสู่ “การปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation)” หรือการปรับตัวที่ลดผลกระทบในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียในระยะยาวขึ้นมาแทน โดยแบ่งออกเป็นทั้งหมด3 รูปแบบ
- การปรับตัวที่ความเปราะบางกลับคืนมาในรูปแบบเดิมหรือรูปแบบใหม่
- การปรับตัวที่ส่งผลบวกต่อพื้นที่หนึ่ง แต่ส่งผลลบต่ออีกพื้นที่หนึ่ง
- การปรับตัวที่ก่อให้เกิดปัญหาอื่น (ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับภาวะโลกรวนเสมอไป)
ภัคเกษมยกตัวอย่างการปรับตัวที่ก่อโทษรูปแบบ (1) เช่น เมื่อภาครัฐสร้างผนังกั้นน้ำไว้ที่ฝั่งหนึ่งของแม่น้ำใน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ผลลัพธ์คือปริมาณน้ำนอกผนังเพิ่มขึ้นและทำให้พื้นที่ดังกล่าวได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นแทน หรือการปรับตัวที่ก่อโทษรูปแบบ (2) เช่น โครงการพนังกันน้ำของกรมชลประทานใน บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ที่ช่วยป้องกันไม่ให้หมู่บ้านน้ำท่วม แต่กลับส่งผลให้หมู่บ้านนาวี ต.ศรีวิลัย อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมแทน ภัคเกษมเสริมว่าโครงการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนบางโครงการอาจส่งผลให้เกิดการปรับตัวที่ก่อโทษทั้งรูปแบบ (1) และ (2) เช่น โครงการพนังคอนกรีตแม่น้ำยมใน จ.สุโขทัย

“โครงการพนังคอนกรีตแม่น้ำยมใน จ.สุโขทัย เป็นตัวอย่างหนึ่งของการปรับตัวที่ก่อโทษ (maladaptation) เพราะนอกจากมันจะกันไม่ให้น้ำไหลสู่พื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว มันยังส่งผลให้คนในพื้นที่ข้างเคียงมีความเสี่ยงมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นบางโครงการที่ตั้งใจลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจกลายเป็นการปรับตัวที่ก่อโทษ สร้างทั้งความเปราะบางและส่งต่อความเปราะบางให้คนอื่นพร้อมกัน” ภัคเกษมกล่าว
ภัคเกษมชี้ให้เห็นปัญหาอีกด้านของโครงสร้างพื้นฐานสีเทาที่อาจทำให้เกิด “ปรากฏการณ์พนังกั้นน้ำ (levee effect)” หรือปรากฏการณ์ที่โครงสร้างพื้นฐานสีเทาเพิ่มความเสี่ยงต่ออุทกภัยในระยะยาว เนื่องจากผู้คนประมาทหรือไว้วางใจต่อโครงสร้างพื้นฐานสีเทามากเกินไป จนปลูกสร้างอาคารหรือทำการเกษตรใกล้ทางน้ำมากขึ้น เช่น คนในพื้นที่ริมแม่น้ำที่เคยปรับตัวอยู่กับน้ำท่วมเป็นประจำ เมื่อมีโครงการมาลงก็เริ่มปรับตัวต่อสภาพน้ำท่วมได้น้อยลง
ภัคเกษมชี้ต่อว่าประชากรในประเทศไทยจำนวนมากอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการสนับสนุนของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเทา เช่น เขื่อนหรือกำแพงกั้น แต่เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานสีเทาอาจไม่สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนได้อย่างแท้จริง
“ปัจจุบันประเทศไทยมีคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยจำนวนมาก สาเหตุหนึ่งคือประเทศไทยเชื่อว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (gray infrastructure) จะช่วยให้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยได้ จึงยังคงสนับสนุนให้คนขยายเข้าไปในพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) มากขึ้น แต่เหตุการณ์อุทกภัยที่ อ.หาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นแล้วว่าโครงสร้างพื้นฐานสีเทาอาจช่วยป้องกันอุทกภัยได้ แต่ไม่ช่วยลดความเสี่ยงได้ในระยะยาว”
ภัคเกษมทิ้งท้ายประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ ประเทศไทยจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่มีความเข้าใจด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนมาช่วยประเมินโครงการต่างๆ ว่า โครงการใดที่สามารถช่วยลดความเปราะบางในพื้นที่ได้จริง และควรทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากโครงการปรับตัวที่ก่อโทษ
ZSL Thailand – Nature Positive แนวคิดที่ยังขาดไปของไทย
ดร.เพชรเริ่มต้นด้วยการแสดงความกังวลต่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนในประเทศไทย โดยเขาสะท้อนว่านอกจากเม็ดเงินลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนจะน้อยกว่าการลดก๊าซเรือนกระจกถึงเกือบ 10 เท่า เงินจำนวนมากยังกระจุกตัวอยู่เฉพาะในภาคการจัดการน้ำ ขณะที่ภาคส่วนอื่นที่มีความสำคัญมาก เช่น ภาคสาธารณสุขหรือภาคการพัฒนาระบบสังคม ความยุติธรรม และความเสมอภาคกลับแทบไม่ได้รับเม็ดเงินลงทุนเลย อีกทั้งเงินลงทุนส่วนมากก็ล้วนเป็นเงินทุนที่ถูกใช้ในโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (gray infrastructure) ที่อาจไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนในระยะยาว
“โครงสร้างสีเทาหลายโครงการนำไปสู่ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ อีกทั้งยังลดความยืดหยุ่น (resilience) ในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน และเมื่อบวกกับความรุนแรงจากภาวะโลกรวนที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น จึงส่งผลให้การปรับตัวต่อภาวะโลกรวนยิ่งมีปัญหาและทำได้ยากขึ้น” ดร.เพชรกล่าว

ในมุมของ ดร.เพชรช่องว่างในการดำเนินนโยบายปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของประเทศไทยมีทั้งหมด 2 ประการ
ประการแรก ขาดการลงทุนในความหลากหลายทางชีวภาพ การลงทุนเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไม่เพียงช่วยดูดซับคาร์บอน แต่เป็นการลงทุนที่ให้ประโยชน์ด้านการรับมือภาวะโลกรวน เช่น ฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ อีกทั้งสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตามแนวคิด “Nature Positive” หรือการพัฒนาเศรษฐกิจที่ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์มากขึ้น ยกตัวอย่าง การฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลน ที่นอกจากจะเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่สำคัญในธรรมชาติ ยังทำให้แหล่งอาหารมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นและช่วยฟื้นฟูภาคประมงให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
ดร.เพชรมองว่าประเทศไทยยังขาดตัวชี้วัดที่หลอมรวมทั้งแนวคิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน ส่งผลให้โครงการต่างๆ ของภาครัฐถูกออกแบบโดยคำนึงถึงการตอบสนองจุดประสงค์เดียว (single-purpose) เช่นโครงสร้างพื้นฐานสีเทาที่อาจป้องกันน้ำท่วม แต่แลกมาด้วยการลดลงของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ
“ปัญหาใหญ่ข้อนึงของไทยคือ ไม่มีตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทั้งเรื่องภาวะโลกรวน คุณภาพชีวิต การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน เรายังไม่นำเอาแนวคิด Nature Positive มาประยุกต์ใช้ในตัวชี้วัดของเรา ทำให้โครงการส่วนใหญ่ยังคงเป็นโครงการที่มีลักษณะ single purpose ที่ไม่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะโลกรวนและหลายครั้งความเปราะบางให้แก่กลุ่มคนชายขอบ” ดร.เพชรกล่าว
ประการสอง การลงทุนไม่ครอบคลุมถึงกลุ่มเปราะบางอย่างเพียงพอ แม้ในแผน NDC 3.0 ของประเทศไทยจะมีการระบุถึงการให้ความสำคัญแก่กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน และสตรี แต่กลับไม่มีการระบุถึงกรอบการดำเนินงานและการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ภาคการพัฒนาระบบสังคม ความยุติธรรม และความเสมอภาคยังคงมีช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ โดยได้รับการลงทุนเพียง 44 ล้านบาท จากเงินทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนทั้งหมดในประเทศ
“การลงทุนเพื่อรับมือภาวะโลกรวนของไทยทำในปัจจุบัน อาจจะกำลังผลักความเสี่ยงไปซ้ำเติมกลุ่มเปราะบางมากขึ้น เพราะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเทาเพื่อปกป้องพื้นที่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง อาจส่งผลให้กลุ่มคนเปราะบางที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกเมืองกลายเป็นกลุ่มที่จะต้องรับผลกระทบมากขึ้นแทน” ดร.เพชรกล่าว
ดร.เพชรเสริมว่าสิ่งสำคัญมากคือ การทำให้ภาคเอกชนมีส่วนช่วยในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน โดยเขามองว่าสิ่งสำคัญคือ การปรับปรุงมาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ให้ครอบคลุมถึงผลกระทบต่อประเด็นทางสังคมและความหลากหลายทางชีวภาพ และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่สอดรับกับแนวคิด Nature Positive เพื่อปรับทิศทางของเงินทุนให้สอดรับกับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสร้างความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน โดยขณะนี้ทางสมาคมสัตววิทยาลอนดอนและบริษัทป่าสาละ จำกัด กำลังร่วมกันพัฒนา prototype outcome-based bond ที่เชื่อมการจ่ายเงินกับผลลัพธ์ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ดร.เพชรมีข้อเสนอทิ้งท้ายทั้งหมด 6 ประการ ดังนี้
- ข้อเสนอแรก ออกแบบวิธีประเมินการปรับตัวที่ก่อโทษ
- ข้อสอง แผนที่ครอบคลุมของพื้นที่น้ำและภูมิศาสตร์ทั้งหมดของประเทศ
- ข้อสาม บูรณาการเป้าหมาย Net Zero และ Nature Positive ไว้ในเกณฑ์การพัฒนาเศรษฐกิจ
- ข้อสี่ ตรวจสอบและสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างพื้นฐานสีเทาและสีเขียว และประยุกต์แนวคิดแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (nature-based solution) ในการลดผลกระทบจากภาวะโลกรวน
- ข้อห้า เพิ่มช่องทางในการสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง
- ข้อหก ออกแบบตัวชี้วัดที่วัดผลด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

โจทย์ของการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของไทยอาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณเงินลงทุน แต่รวมถึงการตั้งคำถามว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้กับใคร ที่ไหน และช่วยลดความเปราะบางในระยะยาวได้จริงหรือไม่ เพราะหากการลงทุนยังมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะด้านโดยไม่คำนึงถึงระบบนิเวศและความเหลื่อมล้ำ โครงการที่ถูกออกแบบเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนเองก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงใหม่ได้เช่นกัน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Mitigation Finance 2026 โปรดดูที่: https://www.climatefinancethai.com/tracker/mitigation
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Adaptation Finance 2026 โปรดดูที่: https://www.climatefinancethai.com/tracker/adaptation
