- ประเทศไทยมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรับมือกับภาวะโลกรวน และเร่งสร้างการเปลี่ยนผ่าน
พลังงานที่ยุติธรรมอย่างจริงจัง - ข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 10 ข้อ มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน 3 ประการ ได้แก่ เงินทุนในการปรับตัวต่อ
ภาวะโลกรวนที่ไม่เพียงพอ การที่สถาบันการเงินยังคงให้เงินทุนสนับสนุนแก่โรงไฟฟ้าพลังงาน
ฟอสซิลและพลังงานน้ำขนาดใหญ่ และความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนโครงการ
พลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569 เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand: CFNT) สถาบันวิจัยเพื่อรับมือภาวะโลกรวน และแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand: FFT) องค์กรที่ผลักดันให้สถาบันการเงินดำเนินกิจกรรมตามหลักการธนาคารที่ยั่งยืน ได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ ‘ข้อเสนอด้านนโยบายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนถึงรัฐบาลชุดใหม่’ โดย สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT และหัวหน้าทีมวิจัย ของ FFT เพื่อนำเสนอแนวนโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน 10 ข้อ ถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยอ้างอิงจากงานวิจัยของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทยและเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน
“ในประเทศไทย นโยบายสิ่งแวดล้อมมักไม่ค่อยได้รับความสำคัญจากภาครัฐเท่านโยบายด้านอื่นๆ โดยภาครัฐมักเน้นใช้มาตรการสมัครใจกับภาคเอกชน แต่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกจำเป็นต้องมีการวางมาตรฐานขั้นต่ำผ่านนโยบายภาคบังคับ เพื่อทำให้ต้นทุนภายนอกถูกคำนวณเป็นต้นทุนในการทำธุรกิจและสร้างสนามแข่งขันใหม่ทางธุรกิจที่เท่าเทียมกัน ซึ่ง CFNT และ FFT คาดหวังนโยบายที่จะเห็นนโยบายที่สมดุลระหว่างมาตรการภาคบังคับกับภาคสมัครใจจากภาครัฐ ทั้งในการดำเนินธุรกิจและรับมือกับภาวะโลกรวน“ สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการเครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน (CFNT) และหัวหน้าทีมวิจัยแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (FFT) กล่าว
เนื่องจากภาวะโลกรวนกำลังก่อความเสียหายต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน อาทิ ผลกระทบจากความร้อนสูงต่อสุขภาพของแรงงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง ความเสียหายจากอุทกภัย ภาวะน้ำแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่รายงาน ‘Thailand Country Climate and Development Report’ ของธนาคารโลก ประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ของไทย มีแนวโน้มจะลดลง 7-14% ภายใน พ.ศ. 2593 (หรือค.ศ. 2050) หากไม่มีการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อโลกรวนอย่างทันท่วงทีและเพียงพอ
เมื่อคำนึงถึงบริบทข้างต้น CFNT และ FFT เห็นตรงกันว่านโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือโลกรวน ควรได้รับการบรรจุเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ดังนั้น ทั้งสององค์กรจึงนำเสนอแนวนโยบายด้านการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวน 10 ข้อ เพื่อแก้ปมปัญหาที่สำคัญ 3 ประการ ดังต่อไปนี้
ปัญหาประการที่ 1: การลงทุนด้านการปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวนในไทย ยังไม่เพียงพอและทันท่วงที และแผน NDC 3.0 ยังไม่ระบุหลักปฏิบัติหรือแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม
ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker ของ CFNT พบว่าประเทศไทยเผชิญกับช่องว่างทางการเงินขนาดใหญ่ในการลงทุนเพื่อปรับตัวรับมือกับภาวะโลกรวน โดยระหว่างปี พ.ศ. 2563-2567 (หรือ ค.ศ. 2020-2024) มีการลงทุนด้านการปรับตัวเพื่อรับมือภาวะโลกรวนเพียง 148,096 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 29,619 ล้านบาท/ ปี ซึ่งคิดเป็นเพียง 15-18% ของเงินทุนที่จำเป็นต้องใช้ในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนต่อปีตามการคาดการณ์โดย UNESCAP นอกจากนี้แผน NDC 3.0 ของไทยที่ระบุถึง “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” เป็นครั้งแรก แต่กลับไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่าจะทำได้อย่างไรในทางปฏิบัติ ดังนั้น CFNT และ FFT มีข้อเสนอด้านนโยบาย 3 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว
- กำหนดเกณฑ์กองทุนภูมิอากาศใน พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… โดยให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของกลุ่มเปราะบาง ตามหลักการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรม
- จัดอันดับความสำคัญของการลงทุนด้านการลดก๊าซเรือนกระจกโดยรัฐ ตามหลักความคุ้มค่าการลงทุน เช่น ต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า และกำหนดเกณฑ์สนับสนุนการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามคำแนะนำของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์
- สนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อรับมือกับโลกรวนโดยเฉพาะด้านการปรับตัว
ต่อโลกรวนและการชดเชยความเสียหาย อาทิ ตราสารหนี้ภัยพิบัติ
ปัญหาประการที่ 2: สถาบันการเงินจำนวนมากยังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โรงไฟฟ้าฟอสซิล
และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่
เนื่องจากสัญญาซื้อขายพลังงาน (Power Purchase Agreement: PPA) ของโรงไฟฟ้าเอกชนและโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดใหญ่กับ กฟผ. เป็นสัญญาระยะยาวแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่ายทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงเกินจริงตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา อีกทั้งยังสร้างแรงดึงดูดทางการเงินที่ยากจะปฏิเสธต่อสถาบันการเงิน ดังนั้น CFNT และ FFT มีข้อเสนอด้านนโยบาย 4 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว
- เร่งออก พ.ร.บ. ความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ… และประกาศใช้กลไกราคาคาร์บอน
ภาคบังคับกับภาคพลังงาน ซึ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด - ประกาศให้โรงไฟฟ้าถ่านหินต้องปลดระวาง ภายใน พ.ศ. 2578 (หรือ ค.ศ. 2035) เพื่อให้สอดคล้อง
กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในแผน NDC 3.0 - นำเกณฑ์ Do No Significant Harm ใน EU Taxonomy มาใช้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำใน Thailand Taxonomy ให้ครบถ้วน อาทิ จัดทำรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศตลอดสายน้ำ
- ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องกำหนดให้ธนาคารทุกแห่งจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านสำหรับพอร์ตสินเชื่อ
และพอร์ตลงทุนในภาคพลังงาน
ปัญหาประการที่ 3: โครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency: EE) โดยเฉพาะโครงการระดับชุมชนและครัวเรือน ยังต้องการกลไกสนับสนุนทางการเงิน
งานวิจัย ‘ใช้พลังมวลชน: เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนเพื่อติดตั้งโซลาร์ครัวเรือนด้วยโมเดลคราวด์ฟันดิงในไทย’ ของ CFNT ในปี 2024 พบว่าภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อยเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงงินทุนในการติดตั้งแผงโซลาร์ ดังนั้น CFNT และ FFT มีข้อเสนอด้านนโยบาย 3 ข้อเพื่อแก้ปมปัญหาดังกล่าว
- ออกมาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับชุมชนและครัวเรือนผ่านบิลค่าไฟ (On-Bill Financing: OBF) เพื่อลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับและเปลี่ยนมาทยอยจ่ายผ่านบิลค่าไฟแทน
- ธนาคารแห่งประเทศไทยควรประกาศลดน้ำหนักความเสี่ยงสำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานจาก 100% สู่ 50% เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการปล่อยสินเชื่อแก่โครงการพลังงานหมุนเวียน
- ภาครัฐต้องทยอยยกเลิกมาตรการสนับสนุนพลังงานฟอสซิล และเปลี่ยนมาสนับสนุนโครงการพลังงาน
หมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานแทน
ข้อเสนอชุดนี้ต่อยอดมาจากข้อเสนอที่นำเสนอในงาน ‘#เลือกตั้ง ’69 นโยบายพลังงานไทยสู่ Net Zero 2050’ ที่จัดขึ้นโดย Justpow องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูล องค์ความรู้ และการสื่อสารประเด็นพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้เชิญ 9 นักวิชาการ/ ผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายพลังงานแก่ตัวแทนพรรคการเมือง
สำหรับเอกสาร ‘นโยบายการเงินเพื่อรับมือโลกรวนและการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยุติธรรมที่รัฐบาลใหม่ควรทำในปี 2026’ โปรดดู: https://climatefinancethai.com/th/climate-finance-policy-recommendations-for-thailands-new-government-in-2026-th/
