
ลองจินตนาการถึงเมล็ดข้าว เศษผัก และเปลือกผลไม้จำนวนมหาศาลที่กำลังย่อยสลายอยู่ในหลุมฝังกลบ แน่นอนว่ากลิ่นเน่าเหม็นคือปัญหาแรกที่ทุกคนนึกถึง แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้น
กระบวนการย่อยสลายของอาหารเหลือทิ้งป็นกระบวนการทางเคมี และเมื่อเกิดขึ้นในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน กระบวนการนี้จะปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลายเท่า
ในแง่ของการลดการปล่อยคาร์บอน ภาคขยะถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero โดยในเอกสาร NDC 3.0 ประเทศไทยตั้งเป้าที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขยะให้ได้ 4.9% ของการลดการปล่อยทั้งหมดภายในปี 2035
ที่ผ่านมา ภาคขยะกลับได้รับเงินลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกเพียงประมาณ 1% ของการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมดของไทยตามการประเมินใน “Thailand Climate Finance Landscape 2025” ทั้งที่เงินที่ลงทุนในภาคขยะให้ผลตอบแทนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คุ้มค่าสูง เช่น การทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีที่มีต้นทุนต่ำ เมื่อเทียบกับมาตรการอื่น
เงินลงทุนที่น้อยนิด บางทีอาจเป็นเพราะผู้กำหนดนโยบายเชื่อมั่นในค่อนข้างสูงต่อโครงการ “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ภายใต้ Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) โดยเฉพาะโครงการทำปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์และระบบจัดการขยะแบบกระจายศูนย์ โดยคาดว่าจะสามารถลดการปล่อยได้สูงถึงประมาณ 0.42 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (MtCO₂eq) ซึ่งใกล้เคียงกับศักยภาพการลดการปล่อยของภาคขยะที่ประเมินไว้ประมาณ 0.5 MtCO₂eq ภายในปี 2035 ภายใต้ NDC 3.0
ดังนั้น หากดูเพียงตัวเลขบนกระดาษ เป้าหมายการลดการปล่อยจากการทำปุ๋ยหมักอาจดูเหมือนสามารถบรรลุได้ภายในเวลาเพียงปีเดียว แต่ความเป็นจริงกลับแตกต่างออกไป

อะไรคือโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน
โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน หรือการทำปุ๋ยหมักจากขยะมีข้อดีที่ชัดเจนและเห็นผลได้ทันที ประการแรก มันช่วยลดพื้นที่สำหรับภายในหลุมฝังกลบขยะ และมีต้นทุนการจัดการขยะโดยรวมต่ำกว่าวิธีอื่นอย่างมีนัยสำคัญ รายงานของธนาคารโลกในปี 2006 ประเมินว่าการทำปุ๋ยหมักมีต้นทุนเพียงประมาณ 318–1,270 บาทต่อตัน และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ต้นทุนของการทำปุ๋ยหมักต่ำกว่าการฝังกลบแบบถูกสุขลักษณะหรือการผลิตเชื้อเพลิงขยะถึงสองถึงสามเท่า
แต่ต้นทุนที่ต่ำ ไม่ได้เท่ากับมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพเสมอไป
หนึ่งในปัญหาหลักของการทำปุ๋ยหมักภายในครัวเรือนคือ การขาดมาตรฐานทางเทคนิคที่ชัดเจน คู่มือการดำเนินโครงการยังขาดรายละเอียดของกระบวนการหมักที่มีประสิทธิภาพ เห็นได้จากข้อกำหนดเงื่อนไขของโครงการฯ ภายใต้มาตรฐาน T-VER ซึ่งระบุไว้เพียงว่า “1. มีการคัดแยกและรวบรวมขยะอินทรีย์, 2. มีระบบหมักทำปุ๋ยหรือสารปรับปรุงดิน, 3. หากระยะทางการขนส่งขยะอินทรีย์อยู่นอกรัศมีมากกว่า 200 กิโลเมตรต้องประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายนอกขอบเขตโครงการจากการขนส่งขยะอินทรีย์” จะเห็นได้ว่าไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับรายละเอียดทางเทคนิคที่จำเป็น ถูกระบุลงในมาตรฐานดังกล่าว
การทำโครงการปุ๋ยหมักในครัวเรือนเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติมอากาศในถังหมักแบบปิด ออกซิเจนในระบบจะถูกย่อยสลายจนหมดภายในระยะเวลาอันสั้น (24-72 ชั่วโมง) หากไม่มีการเปิดถังเพื่อกวนขยะอาหารให้มีออกซิเจนเพียงพอ ระบบจะเข้าสู่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนและนำไปสู่การเกิดก๊าซมีเทนในระบบ ซึ่งอาจรั่วไหลสู่บรรยากาศ ทำให้กิจกรรมที่ตั้งใจลดก๊าซเรือนกระจก เป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ตั้งใจ
หากไม่มีการเปิดถังเพื่อกวนขยะอาหารให้มีออกซิเจนเพียงพอ ระบบจะเข้าสู่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนและนำไปสู่การเกิดก๊าซมีเทนในระบบ และอาจรั่วไหลสู่บรรยากาศ ทำให้กิจกรรมที่ตั้งใจลดก๊าซเรือนกระจก เป็นกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่ตั้งใจ
ในทางเทคนิคนั้น กระบวนการทำปุ๋ยหมักควรจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือ
- active composting ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 14-30 วัน และต้องมีการเปิดถังเพื่อกวนเติมอากาศทุกๆ 2-3 วัน
- ช่วง curing อีก 15-30 วัน เพื่อลดความเป็นพิษของปุ๋ย และให้ปุ๋ยมีความเสถียร คือไม่เกิดการย่อยสลายต่ออีกแล้ว ลดโอกาสในการเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากก๊าซมีเทน
ข้อมูลเหล่านี้ควรจะถูกบรรจุไว้ในคู่มือการดำเนินโครงการ เพื่อให้ประชาชนสามารถปฏิบัติตามได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ แต่กลับไม่มีการระบุไว้

ช่องว่างที่ยังคงอยู่
นอกจากปัญหาด้านเทคนิคภายเอกสารของภาครัฐ โครงการนี้ยังมีช่องว่างที่ท้าทายอีก 4 ประการ
ประการแรก วิธีการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกของ T-VER ถูกออกแบบมาสำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่สามารถควบคุมได้ง่าย ขณะที่การทำปุ๋ยหมักระดับครัวเรือนนั้นขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของผู้คน จึงขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ ความรู้ทางเทคนิค การควบคุมกระบวนการ และการติดตามผลในระยะยาวในระดับบุคคล การใช้สมมติฐานแบบคงที่จึงอาจไม่สะท้อนการลดการปล่อยที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ วิธีวิทยาของ T-VER ยังตั้งสมมติฐานว่าขยะอินทรีย์ทั้งหมดจะถูกนำไปฝังกลบ หากไม่มีโครงการเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง หลายชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม มีการนำเศษอาหารไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้การประเมินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเกินจริง
ประการที่สอง ระบบการติดตาม รายงาน และทวนสอบยังมีข้อจำกัด เพราะในทางปฏิบัติแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะติดตามถังปุ๋ยหมักทุกใบในทุกครัวเรือน เพื่อให้การดำเนินงานง่ายขึ้นสำหรับประชาชน องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ควรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินงานในระดับชุมชน
ประการที่สาม ต้นทุนการรับรองโครงการภายใต้ T-VER ยังคงสูงเมื่อเทียบกับศักยภาพการลดการปล่อยในระดับครัวเรือน ส่งผลให้มูลค่าคาร์บอนเครดิตที่ได้รับอาจไม่คุ้มค่าต่อการเข้าร่วมโครงการ ข้อจำกัดนี้ทำให้โครงการระดับชุมชนเข้าถึงตลาดคาร์บอนได้ยาก

ประการที่สี่ ช่องว่างด้านเงินลงทุนขนาดใหญ่ที่ต้องเติมเต็ม ภายใต้ NDC 3.0 ไทยตั้งเป้าลดการปล่อยจากภาคของเสียให้ได้ 12 MtCO₂eq ภายในปี 2035 แต่ศักยภาพทางเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถลดได้เพียงประมาณ 1.6 MtCO₂eq หรือราว 13% ของเป้าหมายเท่านั้น รายงาน “Financing NDC 3.0” ของ CFNT ประเมินว่าการปิดช่องว่างนี้ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 28,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับการยกระดับเทคโนโลยีและพัฒนาระบบการวัดผลที่แม่นยำยิ่งขึ้น การลงทุนที่ต่ำไม่ได้หมายถึงเพียงจำนวนโครงการที่น้อยลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการขาดการสนับสนุนทางเทคนิค การฝึกอบรม ระบบข้อมูล และกรอบการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลตอบแทนทางการเงินจากโครงการลักษณะนี้แทบไม่ถูกส่งต่อไปยังประชาชน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการ หากไม่มีแรงจูงใจที่เป็นรูปธรรม ระบบแบบกระจายศูนย์ก็ยากที่จะขยายตัวอย่างยั่งยืน

สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง
หากโครงการทำปุ๋ยหมักยังดำเนินต่อไปภายใต้แนวทางปัจจุบัน ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในการรายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ “บนกระดาษ” มากกว่าที่เกิดขึ้นจริง ในระยะยาว สิ่งนี้อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการรายงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงหลายประการ
ประการแรก ควรกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคที่ชัดเจนและปฏิบัติได้จริงสำหรับการทำปุ๋ยหมักในระดับครัวเรือนและชุมชน เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการสามารถลดการปล่อยได้จริง แนวทางการดำเนินงานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน เช่น เรื่องการเติมอากาศ ระยะเวลาการบ่ม และการควบคุมกระบวนการ จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการเหล่านี้
ประการที่สอง วิธีวิทยาของ T-VER ควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับโครงการแบบกระจายศูนย์ที่ขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของผู้คน ระบบการติดตามผลควรสร้างสมดุลระหว่างความน่าเชื่อถือและความเป็นไปได้ในการดำเนินการ เช่น การใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างหรือสมมติฐานในระดับชุมชน หากไม่มีการปรับวิธีวิทยา การวัดผลอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่สมจริงหรือไม่น่าเชื่อถือ
ประการที่สาม กลไกทางการเงินต้องเชื่อมโยงผลประโยชน์ด้านสภาพภูมิอากาศกลับไปสู่ชุมชนให้มากขึ้น การจัดให้โครงการทำปุ๋ยหมักอยู่ในกรอบ Thailand Taxonomy ในฐานะกิจกรรมสีเขียวอย่างชัดเจน อาจช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น หากไม่มีผลตอบแทนหรือประโยชน์ที่มองเห็นได้ ครัวเรือนก็มีแนวโน้มต่ำที่จะเข้าร่วมโครงการในระยะยาว
มาตรฐานที่ออกแบบมาไม่ดีไม่ได้เพียงทำให้การดำเนินงานล่าช้าเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อการรายงานด้านสภาพภูมิอากาศของไทยเอง ในยุคที่การเงินด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศและตลาดคาร์บอนต้องอาศัยความน่าเชื่อถือเป็นพื้นฐาน ความเสี่ยงเช่นนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้ามได้
