ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ชี้ว่า เงินลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี คำถามที่สำคัญต่อมาคือ มูลค่าการลงทุนมหาศาลนั้นถูกต้องและตรงจุดหรือไม่
ภายในงาน 2026 Climate Finance Tracker: Time to Walk the Talk ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนได้รับเกียรติจาก ดร.นภาพร ตั้งถิ่นไท ผู้อำนวยการกลุ่มการเงินและการลงทุนด้านภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาร่วมกล่าวปฐากถาพิเศษในหัวข้อ “Urgency of Effective Climate Investment” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าการดำเนินการรับมือภาวะโลกรวนจากภาครัฐ โอกาสและความท้าทายที่เล็งเห็นในปัจจุบัน รวมถึงข้อเสนอแนะจากภาครัฐถึงทุกฝ่าย

สถานการณ์การเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนในประเทศไทย
ดร.นภาพรเริ่มต้นด้วยการฉายภาพผลกระทบจากภาวะโลกรวนที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยข้อมูลจาก Climate Risk Index Report 2026 ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1995-2024 ทั่วโลกเผชิญภัยพิบัติรวมกันถึง 9,700 ครั้ง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การลงทุนด้านภูมิอากาศไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้าในระยะยาว
โดยในปัจจุบัน นอกจากแผน NDC 3.0 ที่ตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 DCCE กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยื่นต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เพื่อเป็นทิศทางการดำเนินการด้านการจัดการกับภาวะโลกรวน รวมถึงอยู่ระหว่างรอผลการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ของกระทรวงพลังงาน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่ง DCCE มีส่วนร่วมในการยกร่าง เพื่อให้สอดรับกับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและด้านภูมิรัฐศาสตร์ในโลก

ในด้านการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลจากการศึกษาที่ DCCE จัดทำร่วมกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกราว 11.1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ความต้องการลงทุนเพื่อเดินตามเป้าหมาย NDC 3.0 อยู่ที่ประมาณ 26.6–32.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือแปลว่าประเทศไทยมีช่องว่างเงินทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกอีกราว 15.5–21.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินลงทุนในปัจจุบันครอบคลุมเพียงประมาณหนึ่งในสามจากการคาดการณ์ในรายงานเท่านั้น
“ถึงแม้เม็ดเงินที่ลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่การลงทุนในปัจจุบันยังคิดเป็น 1 ใน 3 ของความต้องการจริงเท่านั้น ดังนั้น ยังมีช่องว่างด้านเงินทุนอีกมาก โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในภาคพลังงาน ซึ่งรวมถึงภาคขนส่ง” ดร.นภาพรกล่าว
ข้อค้นพบจากรายงานของ ADB สอดคล้องกับข้อค้นพบใน Thailand Climate Finance Tracker 2026 โดยภาคพลังงานและภาคขนส่งเป็นภาคเศรษฐกิจได้รับเงินลงทุนสูงที่สุด แต่ยังมีช่องว่างในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอีกเป็นจำนวนมาก แต่ส่วนที่น่ากังวลยังคงเป็นภาคเกษตรและการจัดการของเสีย ซึ่งได้รับการลงทุนจากภาคเอกชนค่อนข้างน้อย ทั้งยังมีความจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี เครื่องมือทางการเงิน และความรู้ที่ต้องสอดคล้องกับบริบทในเชิงพื้นที่
“ภาคเศรษฐกิจที่น่ากังวล คือ ภาคการจัดการขยะมูลฝอย เพราะปัจจุบันยังเน้นการลงทุนจากงบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งหวังว่าในอนาคตภาคเอกชนจะเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณแล้ว ภาคเอกชนยังมีโอกาสได้รับรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในส่วนนี้เช่นกัน” ดร.นภาพรกล่าว

ในด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ดร.นภาพรชี้ว่ามีความคืบหน้ามากขึ้น โดยทาง DCCE กำลังดำเนินการตามผลการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งได้มีการกำหนดตัวชี้วัดด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนที่สำคัญรวมทั้งสิ้น 59 ตัว โดยแบ่งออกเป็นเป้าหมาย 2 ด้านคือ ตัวชี้วัดอิงตามเป้าหมายเชิงมิติจำนวน 21 ตัว และตัวชี้วัดอิงตามเป้าหมายเชิงประเด็น 38 ตัว ครอบคลุมทั้งน้ำและสุขาภิบาล อาหารและการเกษตร สุขภาพ ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ โครงสร้างพื้นฐาน การดำรงชีพ และมรดกทางวัฒนธรรม
โดยทาง DCCE กำลังดำเนินหารือเพื่อนำตัวชี้วัดดังกล่าวมาปรับใช้เป็นตัวชี้วัดทั้งในระดับประเทศและระดับโครงการ เพื่อให้สอดคล้องกับผลการประชุมดังกล่าว ขณะที่ในแผนNational Adaptation Plan (NAP) ทางหน่วยงานอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการ (NAP Action Plans) รายสาขาทั้ง 6 สาขาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการ (NAP Action Plans) ในสาขาสาธารณสุขและการเกษตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินงานในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดย ดร. นภาพรชี้ว่าหากประเทศไทยมีการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนจะทำให้การติดตามผลและการรายงานเงินทุนเพื่อการปรับตัวทำได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน DCCE กำลังทำงานร่วมกับ ADB เพิ่มเติมเพื่อศึกษาเม็ดเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนและการจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Loss and Damage) และร่วมกับ GIZ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) ด้าน Climate Budgeting ให้กับสำนักงบประมาณ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการขอรับการสนับสนุนทางเทคนิคและเงินกู้ เพื่อพัฒนาตลาดคาร์บอนผ่านการดำเนินโครงการ Low Carbon City and Carbon Market Development Project กับธนาคารโลก (The World Bank)

พ.ร.บ.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.นภาพรระบุถึงความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกฎหมายโลกรวน โดยในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าในปี พ.ศ. 2570 กฎหมายฉบับนี้น่าจะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศใช้เป็นครั้งแรก โดยหลังการประกาศใช้ จะมีการจัดทำฐานข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกในองค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) สำหรับประเทศไทย ก่อนเริ่มเดินหน้าระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) เพื่อเป็นหัวใจด้านเงินทุนสำหรับใช้ในการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อการดำเนินการตามกฎหมายโลกรวนต่อไป
กลไกการเงินในกฎหมายโลกรวนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- การจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ
- เครื่องมือทางการคลัง เช่น ภาษีคาร์บอนและระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- การระดมทรัพยากรทางการเงิน เช่น กองทุนภูมิอากาศ และเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ
ดร.นภาพรเน้นกลไกการเงินที่สำคัญตัวหนึ่ง คือ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ผ่านตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Bond: SLB) พันธบัตรรุ่นแรกตั้งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกและปริมาณการจดทะเบียนใหม่ของรถที่ปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์เป็นตัวชี้วัด โดยข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2569 ระบุว่ามีมูลค่าคงค้างรวม 230,139 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่สูง และในการระดมทุนรอบที่สองจึงตั้งเป้าว่าจะมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อภาวะโลกรวน และความหลากหลายทางชีวภาพ
“ตราสารหนี้เพื่อส่งเสริมความยั่งยืน รุ่นที่สอง จะมีการเป้าตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อภาวะโลกรวน และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการรับมือกับภาวะโลกรวนและกดดันให้ภาครัฐดำเนินการตามเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

ความท้าทายด้านการขอรับเงินทุนระหว่างประเทศ
ดร.นภาพรชี้ว่าระหว่าง พ.ศ. 2566 – 2570 ประเทศไทยสามารถดึงดูดเงินทุนจากกลไกความร่วมมือต่างประเทศได้มากกว่า 3,500 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในด้านนี้
- กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility: GEF) ปรับลดเงินสนับสนุนประเทศไทย
ดร.นภาพรระบุว่าในการรับเงินทุน GEF รอบที่ 8 (ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2568) ประเทศไทยได้รับเงินทุนสูงถึงเกือบ 20 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี เงินทุนดังกล่าวลดลงในการรับเงินทุน รอบที่ 9 (ระหว่างปี พ.ศ.2569 – 2573) โดยประเทศไทยได้รับการจัดสรรลดลงเหลือเพียง 1.3 ล้านดอลลาร์
- กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)
ประเทศไทยอยู่ระหวางดำเนินโครงการ GCF 2 โครงการ ได้แก่ Enchancing Climate Resilience in Thailand through Effectiveness Water Management and Sustainable Agriculture และ Thai Rice: Strengthening Climate-Rice Smart Farming โดยมีมูลค่ารวมทั้งเงินร่วมลงทุนกับธนาคารในประเทศไทย เช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งรวมเป็นเงินให้เปล่าประมาณ 172 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2568 – 2569 ประเทศไทยได้รับอนุมัติโครงการเพิ่มเติม ได้แก่ Mandala Capital SSEA Food Programe ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเข้ามาสนับสนุน SMEs ในภาคเกษตรและอาหาร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน, Navis Decarbonization Fund I โดยเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ SMEs เช่นกัน การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และเชื้อเพลิงชีวมวล และ Sarona Climate Action Incubator (SCAI) โดยเป็นเงินทุนประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์ สำหรับพัฒนาข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ เพื่อส่งเสริม SMEs ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานสะอาดหรือเกษตรกรรมยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนภาคการจัดการขยะผ่านโครงการกำจัดขยะชุมชนโดยหนอนแมลงวัน โดยทั้ง 3 โครงการ ประเทศไทยจะได้รับเงินทุนสนับสนุนในรูปแบบตราสารทุน (Equity) และการเข้ามาร่วมลงทุนจากกองทุนต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดร.นภาพรชี้ว่าเงินทุนของ GCF ส่วนนี้กำลังเผชิญความติดขัดมากขึ้น เนื่องจากผู้สนับสนุนหลักอย่างสหรัฐอเมริกาถอนตัวจากอนุสัญญา UNFCCC ขณะที่อังกฤษก็ลดระดับการสนับสนุนเงินทุนอย่างมีนัยยะสำคัญ
- กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund: AF)
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการเสนอขอรับการสนับสนุนเงินทุนสำหรับโครงการด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 7 โครงการ ครอบคลุมทั้งโครงการระดับประเทศ โครงการระดับภูมิภาค และโครงการด้านนวัตกรรม
- กองทุนการจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for Responding to Loss and Damage: FRLD)
ส่วนทุนก้อนสุดท้ายที่ทาง DCCE รับผิดชอบ โดยประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงกองทุนส่วนนี้ในส่วนแบ่งราว 125 ล้านดอลลาร์ (จากทั้งหมด 250 ล้านดอลลาร์) และได้ดำเนินการยื่นขอรับเงินทุนไปแล้วรวม 2 โครงการ ซึ่ง ดร.นภาพรเสริมว่ากองทุนส่วนนี้ยังถือว่าใหม่มากเพราะเพิ่งเริ่มจัดตั้งขึ้นในการประชุม COP30 ที่ผ่านมา
- เอ็นจีโอยื่นขอเป็น Accredited Entity ภาคป่าไม้ด้วยตัวเอง
ดร.นภาพรเสริมว่าปัจจุบันมีเอ็นจีโอที่ทำงานในภาคป่าไม้ที่ดำเนินการในระดับภูมิภาค ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วยได้ผ่านการยื่นเอกสารในรอบแรก เพื่อจะขอการเข้าถึงแหล่งเงินทุนโดยตรง ในการจัดทำโครงการในส่วนของคาร์บอนเครดิตและคาร์บอนซิงค์ในภาคป่าไม้ ซึ่ง ดร.นภาพรกล่าวว่าถือเป็นข่าวดีมากๆ สำหรับการรับมือกับภาวะโลกรวนของประเทศไทย

ก้าวต่อไปของประเทศไทย
“ถึงเวลาแล้วที่การลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนต้องเกิดขึ้นอย่างเข้มแข็งและจริงจังเราต้องใช้ Thailand Climate Finance Tracker เป็นเข็มทิศในการลงทุนและกุญแจเพื่อไขประสู่การลงทุนจากภาคเอกชน” ดร.นภาพรกล่าว
ดร.นภาพรทิ้งท้ายถึงข้อเสนอในการยกระดับการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนทั้งหมด 4 ประการ
- ประการแรก นำเครื่องมือ Thailand Climate Finance Tracker ที่จัดทำขึ้นโดย CFNT มาเป็นเข็มทิศและกุญแจไขสู่การลงทุนจากภาคเอกชน
- ประการสอง ปรับพอร์ตการลงทุนของภาคการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 3.0 และThailand Taxonomy
- ประการสาม เร่งยกระดับการลงทุนในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน ผ่านการลงทุนของภาคเอกชนและเงินทุนจากต่างประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ
- ประการสี่ ออกแบบผลิตภัณฑ์การเงินสีเขียวที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย
ตลอดระยะเวลาของงาน 2026 Climate Finance Tracker: Time to Walk the Talk ผู้ร่วมเสวนาทุกฝ่ายต่างสะท้อนความหวังของประเทศไทยในการร่วมมือกัน เพื่อตั้งหลักประเทศไทยต่อความท้าทายด้านภาวะโลกรวนที่จะรุนแรงขึ้นในอนาคต และเชื่อว่าตราบใดที่ทุกฝ่ายยังร่วมมือกันเช่นนี้ ประเทศไทยจะพร้อมมากขึ้นต่อความท้าทายจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Mitigation Finance 2026 โปรดดู: https://climatefinancethai.com/tracker/mitigation/
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Adaptation Finance 2026 โปรดดู: https://climatefinancethai.com/tracker/adaptation/
