อาเซียนควรทำอย่างไร เพื่อก้าวข้ามเงินทุน 800 ล้านดอลลาร์ ในโครงการ Asean Power Grid

Share
ภาพจาก: ADB

คนที่ทำงานด้านพลังงานทุกคนล้วนต้องเจอโจทย์ใหญ่ 3 ข้อ ความมั่นคงทางพลังงาน
ความเท่าเทียมในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม 

ในโมงยามที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดไฟฟ้าที่เติบโตเร็วเป็นอันดับสองของโลก ชาติอาเซียนต้องเลือกระหว่างสองเส้นทางสำคัญ

เส้นทางแรก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพื่อรองรับการนำเข้า LNG โดยมองว่ามันเป็น ‘พลังงานเปลี่ยนผ่าน’ แต่เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ภาษีคาร์บอนข้ามแดน และมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าในอนาคต

เส้นทางที่สอง เร่งเดินหน้าพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจำเป็นต้อาศัยการยกระดับโครงข่ายพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคครั้งใหญ่

Asean Power Grid (APG) คือ โครงการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนของภูมิภาค และเป็นคำตอบสำคัญต่อความท้าทายทั้ง 3 ข้อในภาคพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้ภูมิภาคดึงศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่สูง แต่กระจายตัวในหลายพื้นที่ให้เต็มศักยภาพมากขึ้น 

เมื่อใดที่โครงข่ายเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ พลังงานสะอาดจะถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เช่น เมื่อพื้นที่หนึ่งผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้มากในช่วงกลางวัน ส่วนเกินสามารถส่งไปยังพื้นที่ที่ขาดแคลนได้ในทันที หรือเมื่อประเทศใดเผชิญหตุขัดข้องทางเทคนิคหรือเจอสภาพอากาศสุดขั้ว ประเทศอื่นก็สามารถช่วยส่งไฟฟ้าแก่ประเทศนั้นได้ในทันที

ค่าไฟลด การจ้างงานเพิ่ม และเงินรางวัล 3 ล้านล้านดอลลาร์ 

การศึกษาของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งอาเซียน (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia: ERIA)  ระบุว่า หากมีการซื้อขายไฟฟ้าผ่าน APG อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี 2050 ชาติอาเซียนจะมี GDP เติบโตถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 97.5 ล้านล้านบาท) สร้างงานกว่า 1.45 ล้านตำแหน่ง และมีแนวโน้มลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคได้มากถึง 3.9% 

นับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ชาติอาเซียนได้ร่วมกันวางให้ APG เป็นเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญร่วมกัน โดยตั้งเป้าเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าของภูมิภาคทั้งหมดให้สำเร็จภายในปี 2045 ซึ่งความคืบหน้าถือว่ามั่นคง โดยถึงปลายปี 2024 มีโครงการสำคัญ 9 จาก 18 โครงการที่เริ่มเดินระบบแล้ว รวมกำลังส่งไฟฟ้า 7.7 กิกะวัตต์ (GW)

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น โดยศูนย์พลังงานอาเซียน (Asean Centre for Energy: ACE) ประเมินว่า ภายในปี 2040 ภูมิภาคต้องเพิ่มกำลังรับส่งไฟฟ้าให้มากขึ้นกว่า 2 เท่า เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

รายชื่อบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ในประเทศไทย ในปี 2024 / ภาพจาก: Thairath Money

ดังนั้น ประเทศไทยที่วางบทบาทตัวเองเป็น ‘ข้อต่อ’ ของ APG เช่น ในโครงการ LTMS-PIP (ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์) พร้อมกันนั้น ต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 (ตามแผน NDC 3.0) ประเทศไทยต้องเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นมหาศาล พร้อมกับลดการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าในภาคพลังงาน ซึ่งจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อ APG ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพและขยายตัวต่อเนื่องเท่านั้น

แต่อุปสรรคสำคัญไม่ใช่วิสัยทัศน์ แต่คือ ‘เงินทุน’ โดยรายงานของ Asean Interconnection Masterplan Study (AIMS) ระบุว่า อาเซียนต้องใช้เงินลงทุนกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) สำหรับระบบส่งและการผลิตไฟฟ้าที่รองรับพลังงานหมุนเวียนสูง 

โดยตระหนักถึงความท้าทายนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asia Development Bank) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียนและ ACE เพิ่งเปิดตัว Asean Power Grid Financing Initiative (APGF) เพื่อดึงเงินทุนขนาดใหญ่ โดยเข้ามาช่วยเชิงเทคนิคในการลงทุนโครงการต่างๆ ให้น่าเชื่อถือมากขึ้น

สร้างความเป็นไปได้ผ่านเนวัตกรรมทางการเงิน

ถึงแม้ โครงการ APGF จะเป็นก้าวที่สำคัญ แต่มันยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเม็ดเงิน 800,000 ล้านดอลลาร์ เพราะจากการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ต้นทุนในการลงทุนในอาเซียนยังถือว่าสูงมาก และการลงทุนสาธารณะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

ขณะที่การดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชนก็ทำได้ยาก เนื่องจากโครงการประเภทนี้มีความเสี่ยงสูงโดยธรรมชาติ ทั้งต้องลงทุนล่วงหน้ามหาศาล ใช้เวลานานในการคืนทุน รวมถึงสภาพคล่องต่ำ

ดังนั้น อาเซียนจำเป็นต้องใช้ “ชุดเครื่องมือทางการเงินนวัตกรรม” ที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก

1) สร้างกรอบการเงินนวัตกรรมที่คุ้มครองนักลงทุนเอกชนและผู้บริโภค

ภายใต้โมเดลนี้ หน่วยงานกำกับดูแลจะกำหนดระดับรายได้ขั้นต่ำ เพื่อการันตีรายได้พื้นฐานของโครงการและทำให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ พร้อมกันนั้น ต้องกำหนดเพดานรายได้พื่อส่งผลกำไรส่วนเกินกลับคืนสู่ผู้บริโภค โดยโมเดลนี้ถูกใช้ในการพัฒนาโครงการสายส่งไฟฟ้า North Sea Link มูลค่า 1.6 พันล้านยูโร ระหว่างสหราชอาณาจักรและนอร์เวย์ ซึ่งช่วยจัดการความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชน จนสามารถดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนได้หลายพันล้านยูโร

2) ใช้เครื่องมือการเงินแบบผสมผสานเพื่อปิดความเสี่ยง

ยกตัวอย่าง Partial Risk Guarantees (PRGs) เครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจบางแห่ง รวมถึง First-Loss Capital หรือการให้ภาครัฐรับความสูญเสียก้อนแรกก่อนภาคเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุนและดึงดูดเงินทุน

ในปี 2024 ที่ผ่านมา ตลาดพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนในอาเซียนเติบโตขึ้นในระดับเลขสองหลัก ขณะที่กลุ่ม อาเซียน+3 กลายเป็นตลาดพันธบัตรยั่งยืนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหภาพยุโรป ที่สำคัญ ASEAN Taxonomy ฉบับล่าสุดได้จัดให้โครงสร้างพื้นฐานด้านสายส่งและจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถือเป็นเศรษฐกิจสีเขียว นั่นหมายความว่าโครงการ APG มีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุน ESG ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น และลดปัญหาต้นทุนเงินทุนสูงในอาเซียน

3) สร้างกองทุนระดับภูมิภาคแบบ CEF ของยุโรป

กองทุน CEF ของสหภาพยุโรปให้เงินสนับสนุนโดยตรงแก่โครงการที่ให้ประโยชน์ต่อสังคมสูง แต่ผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ต่ำ ยกตัวอย่าง โครงการ Celtic Interconnector ระหว่างไอร์แลนด์–ฝรั่งเศส มูลค่า 1.6 พันล้านยูโร ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก CEF ถึง 530 ล้านยูโร หรือหนึ่งในสามของต้นทุน จนทำทำให้โครงการนี้สามารถถาบันการเงินเอกชนรายใหญ่เข้ามาร่วมลงทุนได้สำเร็จ

ดังนั้น หากอาเซียนร่วมกันออกแบบกองทุนที่มีลักษณะคล้ายกันนี้ มันจะมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ลดวามเสี่ยง และผลักดันโครงการโครงข่ายที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคให้เกิดขึ้นจริง

ข้อมูลสถานี LNG ทั้ง 3 แห่งในประเทศไทย / ภาพจาก: Just Pow

ความท้าทายทางการเมือง

แต่ลึงลงไปกว่าโจทย์ทางด้านการเงิน ยังคงมีโจทย์ด้านการเมืองรอคอยอยู่ ซึ่งเป็นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นแล้วในภูมิภาคอเมริกาใต้ อันมีที่มาจากความแตกแยกทางการเมืองและกฎระเบียบที่ไม่สอดประสานกัน

บทเรียนจากอเมริกาใต้บอกให้เราใช้เงินลงทุนกับ soft infrastructure เสียก่อน ไม่ว่า การศึกษาทางเทคนิค กระบวนการเจรจาเพื่อทำให้กฎระเบียบของแต่ละประเทศสอดคล้องกัน หรือการกำหนดส่วนแบ่งละภาระต้นทุนอย่างเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่สำคัญที่สุดเป็นลำดับแรก

การจัดหาเงินทุนให้ APG ไม่ใช่แค่โครงการโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป แต่คือการตัดสินใจทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของทั้งภูมิภาคอาเซียน มันคือโอกาสที่จะช่วยให้เราเร่งการใช้พลังงานหมุนเวียน แก้ความท้าทายทั้ง 3 ข้อด้านพลังงาน และสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงให้กับภูมิภาค

บทความนี้ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก ในสำนักข่า Bangkok Post

รพีพัฒน์ เป็นนักเขียนและนักแปลอิสระด้านการเงิน เขาจบปริญญาโทด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัยประจำ CFNT รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์