
เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญของนโยบายด้านภาวะโลกรวนของไทย เมื่อประเทศไทยยื่นแผน NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) ต่อเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) อย่างเป็นทางการ
หากเมื่อเทียบกับ NDC ฉบับก่อนๆ NDC 3.0 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดสำคัญ เพราะมันขยับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) จากปี 2065 มาสู่ปี 2050 รวมถึงเปลี่ยนวิธีตั้งเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกเป็นแบบสัมบูรณ์ (absolute based)
แต่หนึ่งประเด็นสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามคือ เป็นครั้งแรกที่ NDC ของไทยพูดถึงแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” (just transition) อย่างชัดเจน โดยในเอกสาร NDC 3.0 ระบุว่า
“ประเทศไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านระบบการประเมินที่คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านลบ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างงานสีเขียว และความครอบคลุมทางสังคม”
(ภายในเอกสารเขียนเอาไว้ว่า – “Thailand has assessed the economic and social implications of its response measures to facilitate a just transition towards a low-carbon economy, aiming to minimise negative impacts while maximising opportunities for sustainable growth, green job creation, and social inclusiveness.”)
“แผน NDC ของไทยให้ความสำคัญกับการปกป้องกลุ่มเปราะบาง — ผู้หญิง เยาวชน เด็ก และผู้พิการ — เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับความหลากหลายในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ” เอกสารระบุเพิ่มเติม
(ภายในเอกสารเขียนเอาไว้ว่า – “Thailand’s NDC prioritises protecting vulnerable groups — women, youth, children, and people of determination — demonstrating its commitment to diverse perspectives in climate action”.)
อย่างไรก็ตาม เอกสาร NDC 3.0 ของไทยยังไม่ชัดเจนว่าจะทำให้เกิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” อย่างไรในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะ NDC 3.0 ให้ความสำคัญกับบทบาทของภาคเอกชน โดยระบุว่าไทยจะเปิดให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วม “ในการวางแผนและคงการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง (“in planning and maintaining stakeholder dialogue.”)” เพื่อกำหนด “นโยบายที่สอดคล้องกับตลาดและเหมาะสมทางเศรษฐกิจ” (สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (“craft economically sound, market-aligned policies for a low-carbon transition”.)”

ในประเทศไทย เรามักเห็นว่า “นโยบายที่สอดคล้องกับตลาด” มักดำเนินตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่ จนกลายเป็น “นโยบายตลาดนำทุกอย่าง” และสุดท้ายมักลืมเลือนความเท่าเทียมและความเป็นธรรมไว้ระหว่างทาง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมทุกภาคส่วนต้องจับตาและเรียกร้องให้มีการปรึกษาหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุมและโปร่งใสทั้งในกระบวนการพัฒนาแผนปฏิบัติการ NDC ฉบับปรับปรุง และการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ 2024 ของไทย (Natational Adaptation Plan: NAP)
การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนยิ่งสำคัญมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าการออกแบบและดำเนินงานของ กองทุนสภาพภูมิอากาศของไทย ที่จะเกิดขึ้นภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้นำหลักการ ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ ไปใช้อย่างแท้จริง เพราะแนวแนวคิด ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ และ ‘ความยุติธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ’ มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงอย่างประเทศไทย
เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้เข้าร่วมงานเปิดตัวรายงานของ Oxfam ที่มีชื่อว่า ‘The Unequal Future: Asia’s Struggle for Justice in a Warming and Wired World’ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชีย
รายงานฉบับดังกล่าวเปิดเผยว่า ในภูมิภาคเอเชีย กลุ่มคนที่มีทรัพย์สินมากที่สุด 10% ครองรายได้ประชาชาติ (national income) สูงถึง 60-77% ขณะที่กลุ่มที่ยากจนที่สุด 50% ครองเพียงแค่ 12-15% เท่านั้น ขณะที่สถานการณ์ในประเทศไทยระหว่างปี 2015-2025 จำนวนมหาเศรษฐีระดับพันล้านในไทยได้เพิ่มขึ้นจาก 15 คน เป็น 25 คน โดยพวกเขามีทรัพย์สินรวมกันเกินกว่า 93.5 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3 ล้านล้านบาท) หรือคิดเป็น 17.37% ของ GDP ประเทศ
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ภาวะโลกรวนกำลังทำให้ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้างยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาค โดยระหว่างปี 2014–2025 ประชากรในเอเชียมากกว่า 1.2 พันล้านคน ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 150,000 คน
ที่สำคัญ รายงานของอ Oxfam ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 16% ของก๊าซทั้งหมด แต่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดกลับเป็นชุมชนยากจนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ไม่มีประกันชีวิต และบริการสาธารณสุขที่เพียงพอ
“หากรัฐบาลไม่เริ่มเก็บภาษีจากคนรวยอย่างเหมาะสมเพื่อลงทุนในบริการสาธารณะ ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งทวีคูณจนนำไปสู่ความไม่สงบทางสังคม และทำให้ภัยพิบัติด้านสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้นไปทั่วภูมิภาค” อมิตาภ เบฮาร์ (Amitabh Behar) ผู้อำนวยการบริหาร Oxfam International กล่าวในงานเสวนาเปิดตัวรายงาน
ระหว่างการเสวนาในงานเปิดตัวรายงานที่กรุงเทพฯ ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่า ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนล้วนให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก แต่กลับลืมเลือนการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยข้อมูลจาก Climate Finance Tracker ของ CFNT ระบุว่า ระหว่างปี 2020–2024 ประเทศไทยลงทุนด้านการปรับตัวเพียง 148,000 ล้านบาท หรือน้อยกว่า 10% ของเงินทุนทั้งหมดที่ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในงานนั้น ผู้เขียนยังเสนอด้วยว่าเราต้องระมัดระวังเรื่องการเก็บ ‘ภาษีคาร์บอน’ เพราะมันอาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำให้ถ่างกว้างขึ้น เนื่องจากภาษีคาร์บอนอาจกลายเป็น ‘ภาษีถดถอย (regressive tax)’ ที่กระทบคนรายได้น้อยมากกว่าคนรวย เนื่องจากพวกเขามีทางเลือกน้อยกว่าและไม่สามารถเลือกใช้สินค้าคาร์บอนต่ำได้เหมือนกลุ่มผู้มีรายได้สูง
ผู้เขียนสนับสนุนข้อเสนอแนะในรายงาน Climate Inequality 2025 ของ Inequality Lab ที่ชี้ว่า กลุ่มคนที่รวยที่สุด 1% ไม่ได้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าเท่านั้น แต่ยังถือหุ้นในบริษัทที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากด้วย ดังนั้น หากคำนวณการปล่อยคาร์บอนของคนที่รวยที่สุด 1% โดยอิงจากการบริโภค พวกเขาจะปล่อยคาร์บอนมากกว่ากลุ่มคน 50% ของประเทศราว 75 เท่า แต่ถ้าคิดตามจำนวนสินทรัพย์ที่ถือครอง เช่น หุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ตัวเลขจะพุ่งขึ้นเป็นเกือบ 680 เท่า
หากคำนวณการปล่อยคาร์บอนของคนที่รวยที่สุด 1% โดยอิงจากการบริโภค พวกเขาจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่ากลุ่มคน 50% ของประเทศราว 75 เท่า แต่ถ้าคิดตามจำนวนสินทรัพย์ที่ถือครอง เช่น หุ้นในบริษัทขนาดใหญ่ ตัวเลขจะพุ่งขึ้นเป็นเกือบ 680 เท่า

ในรายงานนี้ Inequality Lab เสนอว่า ควรจัดเก็บภาษีคาร์บอนโดยคำนึงถึงสินทรัพย์ที่ถือครอง มากกว่าเก็บจากการบริโภคสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะวิธีนี้สามารถเปลี่ยนทิศทางเงินทุนออกจากสินทรัพย์คาร์บอนสูงได้ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่มีการห้ามไม่ให้ลงทุนในสินทรัพย์คาร์บอนสูงโดยตรง
ยกตัวอย่าง การเก็บภาษีคาร์บอนตามอัตรา 150 ยูโร (ประมาณ 5,600 บาท) ต่อการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน ประเทศต่างๆ จะสามารถสร้างรายได้เข้ามาได้มหาศาล เช่น ฝรั่งเศส 36,000 ล้านยูโร เยอรมนี 74,000 ล้านยูโร หรือสหรัฐอเมริกา 534,000 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น ภาษีคาร์บอนที่อิงตามสินทรัพย์จึงมีความก้าวหน้าและเป็นธรรมมากกว่าภาษีคาร์บอนแบบดั้งเดิมที่มักถูกผลักภาระแก่ผู้บริโภคที่ปลายน้ำ
สำหรับประเทศไทย ภาษีคาร์บอนยังอยู่ในขั้นตอนออกแบบ เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังไม่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติและยังไม่ประกาศใช้
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ระบุว่า กองทุนเพื่อความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของไทยจะถูกจัดตั้งเป็นกองทุนแยกต่างหาก และคาดว่าจะเริ่มใช้ภายในปี 2031 โดยกองทุนนี้จะมีรายได้ส่วนใหญ่จาก ระบบซื้อขายคาร์บอน (ETS) โดยประเมินรายได้ไว้ว่า
– ปี 2031 รายได้ 5.3 พันล้านบาท
– ปี 2031–2037 รายได้รวม 137.9 พันล้านบาท
– ปี 2038–2050 รายได้มากกว่า 1.1 ล้านล้านบาท
แต่คำถามที่สำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้กองทุนเพื่อความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศของไทยนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอ 3 ประการต่อการจัดสรรเงินทุนของกองทุนนี้:
1. ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก
กองทุนควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่เประบางต่อความเปลี่ยนแปลงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น พื้นที่การเกษตรที่มีแนวโน้มเผชิญภัยแล้งหรือน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น ชุมชนและแรงงานที่พึ่งพาอุตสาหกรรมฟอสซิล ไม่ว่าเหมืองถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงชุมชนชายฝั่งที่เสี่ยงต่อการทรุดตัวของแผ่นดินและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
ผู้เขียนเชื่อว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องจัดสรรเงินส่วนหนึ่งของกองทุนสำหรับชดเชยความสูญเสียจากความเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจากภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือเหตุการณ์ที่เกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น น้ำทะเลสูงขึ้น ที่สำคัญแนวทางนี้สอดคล้องกับกองทุน Loss and Damage Fund ที่เริ่มต้นในงานประชุม COP29 ที่อาเซอร์ไบจาน

2. ให้ความสำคัญกับ “การปรับตัว” มากกว่า “การลดก๊าซเรือนกระจก”
กองทุนควรให้การสนับสนุนแรงงานที่เคยทำงานในอุตสาหกรรมคาร์บอนเข้มข้นเพื่อปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น การฝึกทักษะใหม่ เงินช่วยเหลือระหว่างการเปลี่ยนผ่าน หรือเงินตั้งต้นสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงควรสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับชุมชน เช่น ระบบจัดการน้ำ การเกษตรกรรมที่ทนทานต่อสภาพภุมิอากาศอากาศ หรือระบบเตือนภัยพิบัติล่วงหน้าระดับชุมชน เพื่อช่วยเหลือคนระดับล่างที่ต้องเผชิญความรุนแรงที่สุดจากภาวะโลกรวน
ผู้เขียนเชื่อเช่นเดียวกันว่า เรายังมีโอกาสอีกมหาศาลในการผลักดันนวัตกรรมทางการเงินเพื่อปกป้องสังคมให้ปลอดภัยขี้น ไม่ว่าการออกประกันภัยสภาพภูมิอากาศ หรือการเปลี่ยนหนี้เป็นเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับเกษตรกรรายย่อย
3. ให้ความสำคัญกับ SMEs และโครงการระดับรากหญ้า
เนื่องจากประเทศไทยมีโครงสร้างอำนาจแบบคณาธิปไตยและโจราธิปไตย กองทุนสภาพภูมิอากาศจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์หรือบริษัทขนาดยักษ์ในอุตสาหกรรมคาร์บอนสูง ที่มุ่งจะใช้ทรัพยากรของสาธารณะเพื่อลงทุนในการเปลี่ยนผ่านอาณาจักรธุรกิจตนเอง
ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้ กองทุนควรกำหนดตั้งแต่แรกว่าจะให้ความสำคัญกับ SMEs และโครงการระดับรากหญ้าเป็นลำดับแรก เช่น ข้อมูลเปิดสำหรับ SMEs ในการประเมินแผนที่ความเสี่ยงน้ำแล้งหรือคลื่นความร้อน โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกัน หลักสูตรฝึกอบรมช่างติดตั้งโซลาร์ในชนบท หรือกองทุนขนาดเล็กสำหรับโครงการปรับตัวหรือนวัตกรรมเพื่อการรับมือภาวะโลกรวนของชุมชน
และเพื่อให้สอดคล้อง แหล่งรายได้ของกองทุนเองก็ควรออกแบบให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม เช่น ภาษีความมั่งคั่งคาร์บอนที่ปรับตามสินทรัพย์ ภาษีกำไรส่วนเกินของธุรกิจฟอสซิล รวมถึงการยกเลิกเงินอุดหนุนฟอสซิลเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียน เช่น ระบบสมาร์ตกริด
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษ ในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post
