
ผลกระทบจากภาวะโลกรวนกำลังปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันกำลังกัดกร่อนทั้งความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง น้ำท่วมที่ทำลายพื้นที่เกษตรกรรม หรือการกัดเซาะชายฝั่งที่ค่อยๆ กลืนกินพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน
ธนาคารโลกประเมินว่า หากประเทศไทยไม่ลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเพียงพอ GDP อาจหดตัวลงถึง 7–14% ภายในปี 2050 แต่ตัวเลขที่ทีมวิจัยของเราค้นพบน่ากังวลยิ่งกว่านั้น
เครื่องมือ Climate Finance Tracker 2025 ที่จัดทำขึ้นโดย CFNT ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2025 พบว่า ระหว่างปี 2020–2024 ประเทศไทยลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศรวมประมาณ 148,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 15–18% ของความต้องการเงินทุนในการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนที่มีการประเมินไว้ที่ 165,000–192,000 ล้านบาทต่อปี
เมื่อเทียบกับความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปี — ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 900,000 ล้านบาทถึง 1 ล้านล้านบาท — ตัวเลขนี้เทียบได้กับการใช้เงินเพียง 75 สตางค์ต่อความเสียหาย 1 บาทเท่านั้น
ดังนั้น การอุดช่องว่างทางการเงินดังกล่าวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภาวะโลกรวน
ภายใต้บริบทนี้ CFNT และ Fair Finance Thailand (FFT) ได้เผยแพร่เอกสาร “นโยบายการเงินเพื่อรับมือโลกรวน (Climate Finance) ที่รัฐบาลใหม่ควรทําในปี 2026” ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเสนอ 10 นโยบายด้านการเงินสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม ซึ่งล้วนแต่ถูกคิดจากฐานของความเร่งด่วน หลักคิดทางเทคนิคและวิชาการ ที่สำคัญมันยัง “ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปทางการเมือง” ซึ่งยิ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้มันสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก

ในรายงาน Thailand’s Nationally Determined Contribution ฉบับล่าสุด (NDC 3.0) ได้กล่าวถึงแนวคิด “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (just transition)” เป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่ทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น หรือส่งผลลบต่อแรงงานและชุมชนที่เปราะบางและพึ่งพิงอุตสาหกรรมฟอสซิล
ถึงแม้จะนับว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นความก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติ เอกสารนี้กลับคลุมเครือและไม่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน มันกลับเน้นให้ภาคเอกชนและกลไกตลาดเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม ซึ่งอาจยิ่งตอกย้ำปัญหาเพราะภาวะโลกรวนเองเป็นผลลัพธ์จากความล้มเหลวของตลาดในตัวเองมันเอง ดังนั้น การหวังพึ่งตลาดมาแก้ปัญหา โดยไม่มีกรอบกำกับเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ชัดเจน จึงเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้กลุ่มผลประโยชน์ที่เสียงดังและมีทรัพยากรมาก เป็นผู้กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนผ่าน แทนที่จะเป็นผู้ได้รับผลกระทบจริง เช่น แรงงานในชุมชนที่พึ่งพาถ่านหิน เกษตรกรรายย่อยที่เผชิญภัยแล้ง หรือชุมชนชายฝั่งที่กำลังเห็นทะเลรุกล้ำเข้ามา
ข้อเสนอชุดแรกในเอกสารฉบันนี้คือ ในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนธันวาคม 2025) ควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการใช้เงินทุนในกองทุนสภาพภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญสูงสุดแก่ ชุมชนที่เประบางจากสภาพภูมิอากาศ แรงงานที่อาจตกงานจากอุตสาหกรรมคาร์บอนสูง รวมถึงธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยังเข้าไม่ถึงกลไกทางการเงินในปัจจุบัน
นอกจากนี้ แหล่งรายได้ของกองทุนนี้เองก็ควรสะท้อนหลักความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน โดยมันควรมีที่มาจากภาษีความมั่งคั่งคาร์บอน เช่น ผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสูง การจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกินจากบริษัทพลังงานฟอสซิลและการยกเลิกเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในปัจจุบันกลับกลายเป็นแรงจูงใจให้ยังคงพึ่งพาถ่านหินและดีเซลต่อไป
การครอบงำเชิงนโยบาย
หนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของเอกสารฉบับนี้คือประเด็นเรื่อง “ความคุ้มค่าในการลงทุน” ใน NDC 3.0 เองระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดป็นมาตรการที่มีต้นทุนการลดการปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุด โดยอยู่ที่ประมาณ 11 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 360 บาท) ต่อการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตันเทียบเท่า และหากดำเนินการทั้งหมดจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 6 ล้านตันต่อปี หรือเกือบ 10% ของเป้าหมายในภาคพลังงาน ดังนั้น การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนดจึงควรเป็นนโยบายที่ควรให้ความสำคัญและดำเนินการเป็นลำดับแรก

แต่ในความเป็นจริง กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยกลับมีแนวโน้มสนับสนุนเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงกว่าการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน 5–10 เท่า เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีต้นทุนเกือบ 57 ดอลลาร์ต่อตัน หรือการพัฒนาเทคโนโลยีการเผาร่วมแอมโมเนียที่มีต้นทุนราว 25 ดอลลาร์ต่อตัน ล้วนไม่ใช่นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่มีเหตุผล
การผลักดันเทคโนโลยีข้างต้นไม่ใช่นโยบายสภาพภูมิอากาศที่มีเหตุผล CFNT และ FFT ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการยุติการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2035 ตามกรอบเวลาใน NDC 3.0 และยืนยันว่าการตัดสินใจลงทุนของภาครัฐต้องยึดตาม
“ความคุ้มค่าในการลงทุน” ไม่ใช่ “การผลักดันจากกลุ่มทุนด้านพลังงาน”
สถาบันการเงินเองก็เป็นผู้เล่นสำคัญและมีส่วนร่วมโดยตรงในการสนับสนุนถ่านหิน โดยธนาคารไทยยังคงปล่อยเงินไปยังสินทรัพย์ที่วิทยาศาสตรชี้ชัดว่าต้องเลิกใช้ เพราะหากมองไปที่สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreements: PPA) ระหว่าง กฟผ. กับผู้ผลิตไฟฟ้าฟอสซิลภาคเอกชน สัญญาดังกล่าวอยู่ในรูปแบบของ take-or-pay หรือที่แปลว่าไม่ใช้ไฟฟ้าก็ต้องจ่าย ซึ่งทำให้การลงทุนในพลังงานฟอสซิลกลายเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับสภาบันการเงิน เพราะมีความเสี่ยงผิดนัดต่ำมากจากการการันตีรายได้โดยรัฐ
เอกสารฉบับนี้จึงเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้สถาบันการเงินทุกแห่งต้องจัดทำ “แผนการเปลี่ยนผ่านสำหรับพอร์ตสินเชื่อในภาคพลังงาน” โดยต้องสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น กรอบ credible transition ของ UNEP Finance Initiative (คู่มือสำหรับธนาคาร ปี 2025)
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดน้ำหนักความเสี่ยง สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียนและมาตรการประสิทธิภาพพลังงานจาก 100% เหลือ 50% ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อในภาคส่วนนี้ได้ในต้นทุนที่ถูกลง
และสร้างแรงจูงใจจริงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่
ในขณะเดียวกัน Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นมาตรฐานการจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องได้รับการยกระดับ อาทิ ควรนำเกณฑ์ Do No Significant Harm (DNSH) ของ EU Taxonomy มาใช้กับโครงการพลังน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว

การเงินสีเขียว
หนึ่งในข้อเสนอที่มีความเป็นรูปธรรมมากที่สุดของเอกสารฉบับนี้คือ การแก้ปัญหาการเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ของครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยงานวิจัยของ CFNT พบว่า ครัวเรือนรายได้น้อยเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์มักจัดสินเชื่อประเภทนี้เป็นสินเชื่อบ้าน ซึ่งต้องใช้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน ส่งผลให้ผู้เช่าและผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินถูกกันออกจากระบบโดยปริยาย ทั้งที่ในความเป็นจริง พลังงานแสงอาทิตย์สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับครัวเรือนที่เดือดร้อนได้โดยตรงที่สุด
CFNT และ FFT มองว่า การนำโมเดล On-Bill Financing มาใช้จะช่วยแก้ปัญหาการเข้าถึงโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนได้โดยตรง โดยหน่วยงานของรัฐทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงจะเป็นผู้แบกรับภาระค่าติดตั้งก่อน และค่อยๆ เรียกเก็บคืนจากครัวเรือนผ่านบิลค่าไฟในแต่ละเดือน โดยโมเดลนี้ถูกใช้สำเร็จแล้วในสหราชอาณาจักรและหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อดีสำคัญคือ ขจัดอุปสรรคด้านเงินลงทุน ผูกการชำระคืนกับเงินที่ประหยัดได้จากค่าไฟแทนรายได้ของผู้กู้ และสามารถโอนภาระการชำระต่อไปยังผู้อยู่อาศัยรายใหม่โดยอัตโนมัติ
ถ้ารัฐบาลต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม การทดลองใช้โมเดล
On-Bill Financing ผ่านรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าถือเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน ประเทศไทยไม่ได้ขาดแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศ เรามีทั้งแผน NDC 3.0 และ Thailand Taxonomy ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็เริ่มขับเคลื่อนภาคการเงินด้านความยั่งยืนแล้ว ส่วนร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังจะเข้าสู่สภา หรือแปลว่าตอนนี้ประเทศไทยติดเครื่องยนต์และพร้อมออกตัวแล้ว
คำถามคือ ประเทศไทยยังขาดอะไรไปอีก?
ในมุมของผู้เขียนคำตอบคือ “เจตจำนงทางการเมือง” และความกล้าที่จะเลือกยืนข้างหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากกว่ากลุ่มล็อบบี้ยิสต์ เพื่อออกแบบระบบการเงินด้านสภาพภูมิอากาศที่มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อประโยชน์ของชุมชนและกลุ่มเปราะบางไม่ใช่ผู้เล่นรายใหญ่ ขณะที่ดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมอย่างตั้งมั่น ไม่ใช่แค่ข้อความสวยหรูบนหน้ากระดาษ
เวลาของรัฐบาลชุดใหม่กำลังนับถอยหลังลงเรื่อยๆ เพราะความเสียหายจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศแตะระดับล้านล้านบาทเรียบร้อย ขณะที่ช่องว่างทางการเงินก็ยังขยายตัวในทุกปี ข้อเสนอในรายงานของ CFNT และ FFT ไม่ได้สุดโต่ง แถมมันยังเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผลขั้นต่ำที่สุดเสียด้วยซ้ำต่อขนาดของวิกฤตที่เรากำลังเผชิญ
คำถามที่เหลืออยู่มีเพียงว่ารัฐบาลชุดถัดไปจะกล้าหาญพอที่จะทำในสิ่งที่วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และประชาชนรู้คำตอบอยู่แล้วหรือไม่
