
โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดใหญ่ที่สุดในโลก เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี / ภาพจาก: กฟผ.
นับตั้งแต่สิ้นเดือนเมษายนจนถึงปัจจุบัน ผู้บริโภคชาวไทยกำลังผชิญกับค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในสัดส่วนสูง และการเปิดรับความผันผวนของราคาในตลาดจร (spot market) ถึงแม้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะพยายามกดค่าไฟฟ้างวดเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม พ.ศ.2569 ให้อยู่ที่ระดับ 3.95 บาทต่อหน่วย และแบกรับส่วนต่างราคาไฟฟ้าที่ควรจะเป็นไว้ในบัญขีของ กฟผ.แทน ปรากฎการณ์อันเจ็บปวดทางการเงินนี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบที่ถูกออกแบบไว้ ระบบที่ผูกความผันผวนของราคาพลังงานโลกเข้ากับกระเป๋าตังของครัวเรือนไทย
แม้บางคนจะมองว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง แต่ในความเป็นจริง ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงและความผันผวนของตลาดมีแนวโน้มจะดำรงอยู่ยาวนานกว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ใดๆ
ปรากฎการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยระหว่าง พ.ศ.2563-2569 ประเทศไทยเผชิญกับแรงกระแทกด้านอุปทานพลังงานหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน การโจมตีเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงของกลุ่มฮูตี หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามในอิหร่าน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่ความโชคร้าย แต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ของระบบพลังงานที่ตั้งอยู่บนเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งมีแหล่งผลิตกระจุกตัวอยู่ในบางภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประชาชน ความสามารถในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานมีอยู่อย่างจำกัด แม้รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า และแม้ว่าครัวเรือนจะสามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้โดยไม่ต้องเผชิญอุปสรรคด้านกฎระเบียบมากนัก แต่ต้นทุนในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ยังคงสูงเกินเอื้อมสำหรับคนส่วนใหญ่ ดังนั้น รัฐในฐานะผู้ออกแบบและกำกับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ยังคงมีภารกิจในการป้องกันความเสี่ยงทางด้านพลังงานให้กับประชาชนและปกป้องอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติ
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่พ.ศ.2563 ขณะที่ร่างฉบับล่าสุดก็ถูกถอนออกไปโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับยุคสมัยพลังงานที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยกรอบนโยบายที่ล้าสมัย และการพึ่งพา LNG นำเข้า
อย่างไรก็ตาม นโยบายพลังงานในปัจจุบันกลับไม่สะท้อนถึงความพยายามที่เพียงพอ เพราะหากไปดูที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ซึ่งไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่ร่างฉบับล่าสุดก็ถูกถอนออกไปโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับยุคสมัยพลังงานที่ซับซ้อนมากขึ้นด้วยกรอบนโยบายที่ล้าสมัย และยังคงพึ่งพา LNG นำเข้าเป็นหลัก
แนวคิด “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของประเทศไทยยังคงติดอยู่ในกรอบความคิดของทศวรรษ 1970 ซึ่งมุ่งเน้นเพียงการมีน้ำมันใช้ให้เพียงพอเท่านั้น แต่ความมั่นคงทางพลังงานในปัจจุบันหมายถึงความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม ความน่าเชื่อถือของโครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการรับมือกับความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์
สำหรับประเทศไทย โครงสร้างพลังงานที่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 80% ของการใช้ภายในประเทศ และการพึ่งพา LNG ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (จาก 2% ใน พ.ศ.2554 เป็น 29% ใน พ.ศ.2567) ความเสี่ยงสำคัญที่สุดคือการที่เศรษฐกิจทั้งระบบต้องเผชิญกับความผันผวนจากตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อก๊าซธรรมชาติยังถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนประมาณ 60–68%
ที่สำคัญ งานศึกษานโยบายจำนวนมากยังคงมองพลังงานหมุนเวียนในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาภาวะโลกรวน มากกว่าเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเกราะป้องกันความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ทั้งที่พลังงานหมุนเวียนสามารถช่วยให้ประเทศไทยลดการนำเข้า LNG สำหรับผลิตไฟฟ้าได้โดยสิ้นเชิง
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ BloombergNEF ในปี 2025 ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 33–75 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ต่ำกว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ซึ่งอยู่ที่ 79–86 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง
นอกจากต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้ว พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวนทางด้านราคาน้อยกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมซึ่งไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติมหลังจากเริ่มเดินเครื่องระบบการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถกำหนดราคาในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้ล่วงหน้า และทำให้ค่าใข้จ่ายทางการคลังของภาครัฐมีความแน่นอนในระดับที่เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สามารถมอบให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าช่วยลดราคาไฟฟ้าในตลาดซื้อขายแบบทันที (spot market) เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนผันแปรใกล้ศูนย์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลไกการป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว
แม้พลังงานลมและแสงอาทิตย์จะยังคงมีความท้าทายเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ปัญหานี้กำลังบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น เมื่อนับตั้งแต่ปี 2010 ต้นทุนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลดลงถึง 93% และใน พ.ศ.2568 ต้นทุนสำหรับระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งลดลงเหลือเพียง 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง
หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนคุ้มค่าและเกิดขึ้นได้จริง เดนมาร์กเคยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด แต่ภายหลังวิกฤตน้ำมันใน พ.ศ.2516 เดนมาร์กตัดสินใจลงทุนในพลังงานลมอย่างต่อเนื่องตลอดห้าทศวรรษต่อมา ทำให้ในปี พ.ศ.2567 พลังงานลมคิดเป็นสัดส่วนการผลิตไฟฟ้า 59% ของทั้งประเทศเดนมาร์ก ขณะที่ประเทศชิลี ซึ่งเคยเป็นประเทศรายได้ปานกลางที่มีทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิลภายในประเทศจำกัด ก็สามารถเปลี่ยนผ่านได้เช่นกัน โดยใน พ.ศ.2568 พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีสัดส่วนในการผลิตพลังงานไฟฟ้ารวมกันราว 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ
ปัจจุบัน เดนมาร์กครองอันดับ 1 ของดัชนี World Energy Trilemma Index ขณะที่ชิลีอยู่อันดับ 31 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 60 ตามหลังในทั้งสามมิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืน
ในภาคขนส่งมีความจำเป็นต้องรอบคอบมากกว่าภาคพลังงาน แม้ประเทศไทยจะมีเป้าหมาย “30@30” ที่ต้องการให้ 30% ของการผลิตยานยนต์ภายในประเทศเป็นยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicles: ZEV) ภายในปี 2030 แต่แผนรองรับผู้บริโภคและแรงงานอย่างครอบคลุมยังไม่ปรากฏชัด ในปัจจุบัน ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย การเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วโดยปราศจากโครงการพัฒนาทักษะแรงงานที่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างได้ ดังนั้น แนวทางที่สมดุลควรมุ่งลดแรงจูงใจในการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่ไปกับการสร้างเส้นทางการปรับตัวที่ชัดเจนให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์
ในปัจจุบัน ประเทศไทยยังคงอุดหนุนการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการยกเว้นภาษีหลากหลายรูปแบบ เงินอุดหนุนเหล่านี้มักถูกใช้ในลักษณะครอบคลุมทุกกลุ่มรายได้ ส่งผลให้ทั้งคนรวยและคนจนได้รับประโยชน์เท่าๆ กัน ขณะที่ภาครัฐต้องแบกรับภาระหนี้สินจำนวนมหาศาล การปฏิรูประบบอุดหนุนกองทุนน้ำมันนี้ควรมีขึ้นเพื่อนำงบประมาณไปสนับสนุน “กองทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานหมุนเวียน” หรือการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่แทน เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง พร้อมเร่งให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าแหล่งพลังงานจากนอกประเทศ
พลังงานสีเขียวไม่ใช่เพียงความใฝ่ฝันด้านสภาพภูมิอากาศอีกต่อไป แต่เป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น เมื่อปัจจัยเทคโนโลยีและเศรษฐกิจพร้อมสนับสนุน สิ่งเดียวที่ดูเหมือนยังขาดอยู่คือเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็ง
ท่ามกลางสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงการตัดสินใจของรัฐบาลเท่านั้น ว่ามุ่งมั่นเพียงพอหรือไม่
