ขุมทรัพย์ใต้ทะเลแลนด์บริดจ์ โอกาสใหม่ทางการเงินที่ไทยอาจไม่เคยนึกถึง 

Share

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศชะลอโครงการเมกะโปรเจกต์ “แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)” หลังเผชิญแรงคัดค้านจากสาธารณชนและชุมชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำมั่นว่าจะทบทวนโครงการใหม่โดยพิจารณาทั้งปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และความเป็นไปได้ของโครงการให้ครบถ้วน

หากย้อนกลับไปดูจะพบว่า เมื่อรัฐบาลไทยพูดถึงโครงการแลนด์บริดจ์ บทสนทนาหลักมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมทะเลอันดามันเข้ากับอ่าวไทย ผ่านการสร้างท่าเรือน้ำลึกใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง พร้อมเชื่อมเส้นทางขนส่งด้วยถนนและทางรถไฟ จะสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจประเทศได้มากน้อยแค่ไหน และจะช่วยเพิ่ม GDP ให้กับประเทศไทยได้เท่าไหร่ 

ขณะที่ข้อโต้แย้งของฝั่งที่คัดค้านคือ ประเทศไทยกำลังนำทรัพยากรทางธรรมชาติทั้งหญ้าทะเลกว่า 14,349.88 ไร่ ป่าชายเลนกว่า 218,000 ไร่ และความหลากหลายทางชีวภาพมาเดิมพันกับโครงการขนาดใหญ่ที่ยังคงถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุน 

แต่คำถามที่น่าคิดต่อคือ ทำไมประเทศไทยต้องเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมเป็นไปได้ไหมที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะดำเนินไปพร้อมกัน? 

ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของไทยอาจซ่อนอยู่ใต้ผืนทะเลทั้งสองนี้ แต่ไม่ใช่ในฐานะทำเลทองของโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินที่ยังรอการประเมินมูลค่า 

ทำไมประเทศไทยควรหันมามองแนวคิดทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital)?

ในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ระบบนิเวศไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ “ทุนทางธรรมชาติ (Natural Capital)” คือมูลค่าของทุกสิ่งที่มีที่มาจากธรรมชาติตั้งแต่ ต้นไม้ใหญ่ ป่าโกงกาง หญ้าทะเล ตลอดจนสัตว์น้ำ รวมถึงประโยชน์ร่วม (co-benefits) ที่มีแนวโน้มแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต เช่น การดูดซับคาร์บอน การรักษาหน้าดิน และการลดความรุนแรงของน้ำท่วม

ภายใต้กรอบคิดดังกล่าว ทรัพยากรธรรมชาติใต้ทะเลใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง จึงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถประเมินมูลค่า และสามารถใช้เป็นหลักประกันสำหรับการเงินเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน 

ถึงแม้แนวคิด Nature Finance จะดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศ แต่เครื่องมือทางการเงินระหว่าง รัฐ-เอกชน อิ่นๆ เช่น การแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อธรรมชาติ (Debt-for-Nature Swaps) หรือบลูคาร์บอนเครดิต (Blue Carbon Credits) ได้พิสูจน์แล้วว่า ผลตอบแทนทางการเงินและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเดินสวนทางกันเสมอไป 

กรณีศึกษาที่โดดเด่นที่สุดคือ ตราสารหนี้สีฟ้าที่ออกโดยสาธารณรัฐเซเซลส์ (Seychelles Sovereign Blue Bond) โดยสาธารณรัฐเซเชลส์เป็นประเทศแรกที่ใช้กลไกแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อธรรมชาติ เพื่อแปลงหนี้สาธารณะมูลค่าประมาณ 718 ล้านบาท (21.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ อัตราแลกเปลี่ยน OANDA วันที่ 2 มิถุนายน 2026) เปลี่ยนเป็นเงินทุนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

สาธารณรัฐเซเชลส์เป็นประเทศแรกที่ใช้กลไกแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อธรรมชาติ เพื่อแปลงหนี้สาธารณะมูลค่าประมาณ 718 ล้านบาทเปลี่ยนเป็นเงินทุนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

การดำเนินการครั้งดังกล่าวของสาธารณรัฐเซเซลส์นำไปสู่การจัดตั้งกองทุน Seychelles Conservation and Climate Adaptation Trust ซึ่งสามารถระดมทุนได้ราว 489 ล้านบาทจากนักลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนระหว่างประเทศ และนำไปสู่การร่วมกันออกตราสารหนี้สีน้ำเงิน (Sovereign Blue Bond) ที่มีจุดประสงค์เพื่อขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล พัฒนาโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation) และสร้างสมดุลใหม่ระหว่างภาวะโลกรวนกับภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพาการประมงและการท่องเที่ยว

ประเทศเซเชลส์กลายเป็นต้นแบบให้ประเทศเบลีซและประเทศเอกวาดอร์เดินตาม เมื่อประเทศเบลีซแปลงหนี้สาธารณะมูลค่า 11,800 ล้านบาทเพื่อนำเงินไปอนุรักษ์ทะเลแคริบเบียน ขณะที่ประเทศเอกวาดอร์แปลงหนี้กว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการปกป้องรักษาผืนป่าแอมะซอน 

ประเทศเซเชลส์กลายเป็นต้นแบบให้กับประเทศอื่น ประเทศเบลีซแปลงหนี้สาธารณะมูลค่า 11,800 ล้านบาทเพื่อนำเงินไปอนุรักษ์ทะเลแคริบเบียน ขณะที่ประเทศเอกวาดอร์แปลงหนี้กว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปสนับสนุนการปกป้องรักษาผืนป่าแอมะซอน 

ประสบการณ์ของประเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐสามารถดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้โดยการลดความเสี่ยงและสร้างความชัดเจนเชิงนโยบาย พร้อมทั้งทุกฝ่ายมองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะส่วนหนึ่งของความมั่งคั่งและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ประเทศไทยควรทำอย่างไรต่อกับโครงการแลนด์บริดจ์?

หากประเทศไทยตัดสินใจหันมาให้ความสนใจในการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนวทางนี้จะสร้างประโยชน์สำคัญให้ประเทศไทยอย่างน้อย 3 ประการ

  • การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน — การอนุรักษ์ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสใหม่ในภาคการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งนับเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ซึ่งกำลังเติบโต และมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน 
  • ความรับผิดรับชอบด้านสภาพภูมิอากาศ — การตัดสินใจชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ อาจช่วยให้ประเทศไทยลดความเสี่ยงทางกฎหมายจากการเดินหน้าโครงการที่ยังขาดการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะหลังจากที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) วินิจฉัยรับรองว่า แผน Nationally Determined Contributions (NDCs) ถือเป็นพันธกรณีที่มีผลผูกพันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • การเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) เพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวน — ข้อมูลจาก Climate Finance Tracker 2025 ที่จัดทำขึ้นโดย CFNT พบว่า ประเทศไทยลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนคิดเป็นเพียง 1% ของเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้น การนำกลไกแปลงหนี้เป็นทุนเพื่อธรรมชาติมาปรับใช้ อาจช่วยอุดช่องว่างเงินทุนด้านการปรับตัวต่อภาวะโลกรวนของประเทศไทย ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่าสูงถึง 3.42 ล้านล้านบาท ตลอดช่วง 25 ปีข้างหน้า 

ข่าวดีคือ ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะโครงการ COAST และแผนจัดทำแผนที่ Blue Carbon ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (DMCR) รวมถึงแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ONEP) ล้วนเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการขยายแนวคิดการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ

หากประเทศไทยเลือกเดินหน้าแนวคิดการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ประเทศไทยมีโอกาสจะกลายเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคอาเซียนที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินจากการอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของภาคการท่องเที่ยว การประมง และเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศ

และหากประเทศไทยตั้งเป้าเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับทิศทางของเงินทุนให้ไหลสู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับแนวทางของ OECD ซึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกว่า nature-positive economy หรือ การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก (ระบบเศรษฐกิจที่ช่วยฟื้นฟูมากกว่าทำลายระบบนิเวศ โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจมีส่วนฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศโลกในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีฐานคือปี 2020 และฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2050)

อาจถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่า ดัชนี GDP เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เพราะนอกจากมันจะไม่สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม มันอาจยังตื้นเขินเกินไปสำหรับโลกใบใหม่ ที่เต็มไปด้วยความแปรปรวนและภัยพิบัติอันรุนแรงจากภาวะโลกรวน

การตัดสินใจชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ ให้รัฐบาลประเมินมูลค่าทุนทางธรรมชาติในพื้นที่ทั้งสองจังหวัด และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นภาคีของ OECD ที่ให้ความสำคัญกับเงินทุนที่ใช้ในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

สาธิดา อัศวกุลชัย เป็นนักวิจัยจากโครงการ Climate Finance Fellowship ภายใต้ The Global Good x Amani และ Surge Climate Talent โดยมีประสบการณ์ในด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าห้าปี ครอบคลุมงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน การฟื้นฟูภูมิทัศน์พื้นที่ภายหลังการทำเหมือง และการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อสภาพภูมิอากาศ สาธิดาสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรมหลักสูตรนานาชาติ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย