ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ชี้ว่า เงินลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยทะลุระดับ 2 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี มูลค่าการลงทุนมหาศาลไม่ได้แปลว่าการลงทุนนั้น มีประสิทธิผลและถูกต้องตรงจุดเสมอไป
ภายในงาน 2026 Climate Finance Tracker: Time to Walk the Talk ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนได้จัดเวทีเสวนา Effective Climate Mitigation Finance: From “Why” to “How” โดยได้รับเกียรติจาก
- ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคสถาบันการเงิน ธนาคารโลก
- ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
- กมลพันธ์ ลักษณา เจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าการพัฒนายั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
- สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์
มาร่วมแลกเปลี่ยนโอกาส ความท้าทาย แนวคิดและประสบการณ์ในการผลักดันการเงินเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

ธนาคารโลก – ประเทศไทยกับโจทย์ในการดึงดูดเงินลงทุนจากนอกประเทศ
“เราไม่ควรมองการลงทุนเพื่อรับมือภาวะโลกรวนเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องจ่าย แต่ควรมองว่ามันเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ และเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทย” ดร.อรศรัณย์กล่าว
ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคสถาบันการเงิน ธนาคารโลก เริ่มต้นด้วยการอธิบายบทบาท 3 ประการของธนาคารโลก
ประการแรก ธนาคารโลกเป็นธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนา จึงสามารถเป็นผู้ให้ทุนในการสนับสนุน การลงทุนของทุกประเทศในโครงการที่เกี่ยวกับภาวะโลกรวน โดยในประเทศไทยเองก็ได้รับเงินสนับสนุนส่วนนี้ เช่น โครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project อย่างไรก็ดี ดร.อรศรัณย์ เสริมว่าถ้ามองในภาพรวมประเทศไทยยังคงใช้ประโยชน์จากเงินทุนจากองค์การระหว่างประเทศและกองทุนพหุภาคีต่างๆ ซึ่งถือเป็น international public climate finance น้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนด้านภาวะโลกรวน ทั้งหมดตามข้อค้นพบใน Thailand Climate Finance Tracker 2026 ช่องว่างนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย
ประการสอง ธนาคารโลกเป็นคลังความรู้ด้านการพัฒนาประเทศ โดยมีโครงการต่างๆ ทั่วโลกทำให้ธนาคารโลกมีข้อมูลในด้านการพัฒนาว่านโยบายหรือกลไกแบบไหนที่สามารถช่วยขับเคลื่อนการลงทุนด้านภาวะโลกรวนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ประการสาม ธนาคารโลกสามารถเป็นผู้ประสานความร่วมมือทางด้านการพัฒนา โดยธนาคารโลกอยู่ในจุดที่เห็นผลประโยชน์ร่วมของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น ธนาคารโลกจึงใช้โอกาสนี้ในการผสานความต้องการของประเทศต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนา รวมถึงการรับมือภาวะโลกรวน ดังที่จะเกิดขึ้นในงานประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในเดือนตุลาคมนี้ที่ประเทศไทย

ในมุมของธนาคารโลก ประเทศไทยนับว่ามีโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนที่ค่อนข้างแข็งแรง เช่น มาตรฐานการจัดกลุ่มเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของไทย (Thailand Taxonomy) มีการตั้งเป้าหมายบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สอดคล้องกับข้อตกลงปารีสหรือในปี 2050 มีตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนที่กำลังเติบโต และมีการการพัฒนากรอบการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับโดย the Sustainable Finance and Banking Network (SBFN) ให้อยู่ในระดับ “implementation stage” ของความก้าวหน้าโดยรวมในด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังเผชิญความท้าทายที่สำคัญ โดย ดร.อรศรัณย์ได้ยกข้อมูลจากรายงาน Country Climate and Development Report ของธนาคารโลก ที่ออกมาเมื่อปี 2025 โดยชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
ประการแรก ผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยจากภาวะโลกรวน และความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือและใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ
ดร.อรศรัณย์เริ่มต้นด้วยเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงในปี 2037 ทำให้ GDP ของประเทศไทยจำเป็นต้องโตประมาณ 5% ต่อปี อย่างไรก็ดี หากประเทศไทยไม่มีการลงทุนเพื่อรับมือภาวะโลกรวนที่เพียงพอ ผลกระทบจากภาวะโลกรวนอาจจะทำให้ GDP ของประเทศไทยลดลงร้อยละ 7 ถึง 14 ภายในปี ค.ศ. 2050
ทั้งนี้ จากการประเมินของธนาคารโลก ภายใน 25 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนประมาณ 221,000-222,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.4% ของ GDP สะสมของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น
- การลงทุนเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 96,000 ล้านดอลลาร์
- การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อภาวะโลกรวนประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์
- การลงทุนที่ได้ประโยชน์ทั้งการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อภาวะโลกรวน เช่น การฟื้นฟูป่าชายเลนประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารโลกสอดคล้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 ของ CFNT โดยประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังขาดการลงทุนในการสร้างระบบตั้งรับและลดผลกระทบจากภาวะโลกรวนต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ

ประการสอง การเพิ่มการลงทุนสีเขียวในหลายอุตสาหกรรมสามารช่วยกระดับสินค้าส่งออกสีเขียวของประเทศไทย โดยในปัจจุบัน การส่งออกสินค้าสีเขียวมีมูลค่าคิดเป็นประมาณ 10% ของการส่งออกทั้งหมด ประเทศไทยมีศักยภาพพื้นฐานที่โดดเด่นในหลายอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีความเย็นประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสะอาดในอนาคตได้ โจทย์ต่อไปคือจะยกระดับมูลค่าเพิ่มจากเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างไร และจะระดมเงินลงทุนอย่างไร
ผู้แทนจากธนาคารโลกเสริมว่าประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จากเงินทุนระหว่างประเทศให้มากขึ้นในการลงทุนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยควรออกแบบโครงการที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดย ดร.อรศรัณย์มีคำแนะนำทั้งหมด 4 ประการ
- โครงการต้องมีวิธีวัดผลที่ชัดเจน ว่ามีประสิทธิภาพต่อการรับมือความท้าทายที่เกิดจากภาวะโลกรวนและคุ้มค่าต่อการลงทุน
- โครงการต้องสร้างประโยชน์ในด้านการพัฒนาอื่นๆ (Development co-benefits) ควบคู่ไปกับการรับมือภาวะโลกรวน เช่น โครงการดังกล่าวควรนำไปสู่การจ้างงานใหม่ๆ ธุรกิจรายย่อยได้รับประโยชน์จากโครงการ หรือส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
- โครงการวควรถูกออกแบบภายใต้หลักคิด Private Capital Mobilization (PCM) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากภาคเอกชน
- โครงการควรสร้างระบบนิเวศในระยะยาว ยกตัวอย่างโครงการ Low Carbon Cities and Carbon Market Development Project ของธนาคารโลกที่จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศไทย เช่น กลไกการมัดรวมคาร์มอนเครดิตเพื่อขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวแม้โครงการจะสิ้นสุดลงแล้ว
“หากประเทศไทยต้องการใช้ประโยชน์จากเงินทุนระหว่างประเทศให้มากขึ้น ประเทศไทยต้องออกแบบโครงการที่ผู้ให้ทุนสนใจ ผ่านหลักคิดคือ วัดผลได้ชัดเจน สร้างผลประโยชน์ร่วม ดึงดูดเงินทุนจากภาคเอกชน และส่งเสริมระบบนิเวศของประเทศในระยะยาว” ดร.อรศรัณย์สรุป

ธนาคารแห่งประเทศไทย – สร้างระบบนิเวศการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน
ชนานันท์ สุภาดุลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มต้นด้วยการอธิบายถึงบริบทการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนในประเทศไทยว่า มีความก้าวหน้าค่อนข้างมาก เพราะในช่วงที่ผ่านมา สถาบันการเงินหลายแห่งได้ผนวกเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกระบวนการตัดสินใจของธนาคาร ดังที่เห็นได้จากการตั้งเป้าหมายด้านการปล่อยสินเชื่อด้านความยั่งยืน รวมถึงธนาคารขนาดใหญ่เริ่มมีการทำแผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) เพื่อวางแผนร่วมกับลูกค้าว่าจะปรับตัวสู่เศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ได้อย่างไร
ชนานันท์กล่าวว่า ธปท. กำลังมุ่งสร้างระบบนิเวศการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนในประเทศไทยผ่านการดำเนินงานใน 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 การวาง Building Blocks สำคัญเพื่อเป็นรากฐานของระบบนิเวศในระยะยาว ได้แก่
1. การปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินให้คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Standard Practice)
2. การจัดทำมาตรฐานการจัดหมวดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม(Thailand Taxonomy)
3. ธนาคาร/ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพได้ และธนาคารมีการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล (Data & Disclosure)
ส่วนที่ 2 การผลักดันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมผ่านการดำเนินโครงการ Financing the Transition โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ในการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SME ตลอดจน ผลักดันให้เกิด Total solution ที่รวม non-financial solution เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการปรับตัวจาก brown to less brown และมุ่งสู่เศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยสุทธิเป็นศูนย์
“ที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ว่าเงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้จริง แต่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องมีทั้งความตระหนักรู้ ความเข้าใจในเทคโนโลยี และความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานใหม่ๆ เช่น green certificate เพื่อต่อยอดธุรกิจของตัวเอง” ชนานันท์กล่าว
อย่างไรก็ดี ชนานันท์ได้กล่าวถึงความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ 2 ประการ
ประการแรก แม้จะมี Thailand Taxonomy แล้ว แต่ยังไม่มีการนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง เพราะเงื่อนไขของ Taxonomy มีความซับซ้อน และการนำ Thailand Taxonomy ไปใช้ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ธนาคารส่วนใหญ่ยังไม่เคยมีการเก็บข้อมูลจากลูกค้ามาก่อน อย่างไรก็ดี ธปท. ได้ผลักดันให้ธนาคารเริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น โดยจะให้ธนาคารจำแนกสินเชื่อตามสีใน Taxonomy ในระยะต่อไป
ประการที่สอง ยังมี gap ด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้ธนาคารไม่สามารถประเมินความเสี่ยงและติดตามสถานะของธุรกิจได้อย่างชัดเจน ธปท. จึงส่งเสริมการเชื่อมโยงสถาบันการเงินกับผู้ให้บริการ GHG Data Platform เพื่อช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินความเสี่ยงและการพิจารณาสินเชื่อ และทำให้สามารถติดตามได้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเงินทุนกำลังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านและสร้างผลลัพธ์ด้านสภาพภูมิอากาศได้จริงเพียงใด
“Taxonomy และข้อมูล เป็นหัวใจสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย NDC 3.0 เรามี Thailand Taxonomy เป็นภาษากลางแล้ว แต่การมีไม้บรรทัดเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ เราต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำด้วย” ชนานันท์กล่าว
ชนานันท์ทิ้งท้ายว่าประเทศไทยยังมีโอกาสในเรื่องการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนอีกมาก ที่สำคัญ ตอนนี้เรากำลังเดินไปข้างหน้าอย่างถูกทิศถูกทางขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) – คำถามสำคัญคือ เงินที่ปล่อยออกไปลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่
“คำถามของการเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนไม่ควรหยุดอยู่ที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อหรือออกบอนด์ไปเท่าไร แต่ต้องถามต่อว่าเงินที่ไหลออกไปนั้นช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงหรือไม่” กมลพันธ์ ลักษณา เจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าการพัฒนายั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
กมลพันธ์ ลักษณา เจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าการพัฒนายั่งยืน ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นด้วยการสะท้อนสถานการณ์จากมุมของธนาคารพาณิชย์ โดยระบุว่าทุกวันนี้ลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับภาวะโลกรวนและกฎเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ความคาดหวังของลูกค้าต่อธนาคารจึงเปลี่ยนเป็นว่า “ธนาคารจะช่วยลูกค้าในการลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำธุรกิจได้อย่างไรบ้าง?”
โจทย์ใหม่จากลูกค้าทำให้ TTB ออกแบบเฟรมเวิร์กสำหรับวิเคราะห์ผลกระทบทางธุรกิจด้านการเปลี่ยนผ่านของลูกค้าธนาคาร โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
- ประเมินความเสี่ยง เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปหรือร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะมีการประกาศใช้ภาษีคาร์บอนในประเทศไทย รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในตลาดการค้าโลก เช่น มาตรการภาษีของสหรัฐฯ
- วิเคราะห์เชิงลึกของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยลูกค้าแต่ละรายอาจได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน เช่น กลุ่มผู้ผลิตเหล็กย่อมมีความเสี่ยงจากมาตรการ CBAM สูงกว่ากลุ่มผู้ส่งออกอาหาร
- ป้องกันและเตรียมความพร้อมในอนาคต โดยเริ่มตั้งแต่การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเริ่มต้นวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจของลูกค้า ตลอดจนการจัดเวทีเสวนาและการอบรมเพื่อให้ความรู้แก่ลูกค้าของธนาคารเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการทางการเงินใหม่ๆ
- ส่งมอบโซลูชันตอบโจทย์ ผ่านสินค้าทางการเงินของธนาคารที่เหมาะสมกับลูกค้า เช่น สินเชื่อสีเขียวหรือสินเชื่อสีน้ำเงิน
ปัจจุบัน TTB ยังคงพัฒนากรอบในการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในอนาคตของลูกค้า เช่น มีการนำตัวแปรด้าน Financed Emissions หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่เกิดจากการปล่อยกู้ของสถาบันการเงินมาคิดคำนวณ รวมถึงออกแบบตารางประเมินความเสี่ยงที่แบ่งออกเป็น แกน X (การเติบโตของภาคธุรกิจ) และแกน Y (ผลกระทบจากภาวะโลกรวน) เพื่อให้ TTB สามารถประเมินความเสี่ยงของลูกค้า และจัดทำผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เช่น สินเชื่อสีเขียวสำหรับธุรกิจพลังงาน สินเชื่อสีเขียวสำหรับโรงแรม เป็นต้น
กมลพันธ์ เสริมว่า TTB พยายามปรับปรุงกรอบการวิเคราะห์ภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับ Thailand Taxonomy ของ ธปท. รวมถึงพยายามออกแบบเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แม่นยำให้แก่ลูกค้า เพื่อป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจนำไปสู่ผลลบต่อภาพลักษณ์ของลูกค้า มากกว่าผลบวก
“ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Impact) ต้องไม่แยกออกจากกลยุทธ์พอร์ตของธนาคาร เราต้องรู้ว่าพอร์ตของเราหน้าตาอย่างไร ปล่อยก๊าซเท่าไร และผลิตภัณฑ์ทางการเงินกำลังพาลูกค้าไปสู่การเปลี่ยนผ่านจริงหรือไม่” กมลพันธ์ทิ้งท้าย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ – สร้างชุมชนให้ดูแลผืนป่า
“การดูแลและฟื้นฟูป่าให้ได้ผลลัพธ์จะเกิดขึ้น เมื่อเงินไม่ได้หยุดอยู่ที่ส่วนกลาง แต่ต้องลงไปถึงชุมชน และเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ร่วมตัดสินใจว่าเงินนั้นควรถูกใช้เพื่ออะไร” สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าว
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานและโครงการพิเศษ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เริ่มต้นด้วยการถอดบทเรียนของแม่ฟ้าหลวงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในตอนนั้น แม่ฟ้าหลวงมุ่งฟื้นฟูธรรมชาติในประเทศไทย จึงตัดสินใจนำต้นสนซึ่งเป็นไม้โตเร็วแต่ไม่ใช่พืชประจำถิ่นมาปลูกจนได้เรียนรู้ว่าการเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าต้องอาศัยความเข้าใจและการให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและชุมชนไปพร้อมกัน
สมิทธิชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. ป่าชุมชนซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 6.8 ล้านไร่ ใน 13,000 ชุมชน ที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 4.5 ล้านคนทั่วประเทศ ทำให้ชุมชนกับป่าไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2021 แม่ฟ้าหลวงตัดสินใจทำงานด้านอนุรักษ์ป่าร่วมกับชุมชน โดยทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์ความรู้ทางด้านคาร์บอนเครดิตลงไปให้แก่ชุมชน เพื่อให้พวกเขาเป็นทั้งผู้ดูแลป่าและมีรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนของตัวเอง
ในปัจจุบัน แม่ฟ้าหลวงทำงานร่วมกับชุมชนทั่วประเทศไทย 303 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 287,000 ไร่ และตลอด 6 ปีที่ผ่านมา (ปี 2021-2026) แม่ฟ้าหลวงสามารถดึงเงินจากภาคีภาคเอกชนลงสู่ชุมชนได้มากกว่า 260 ล้านบาท โดยชุมชนจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกันว่าเงินส่วนนี้จะถูกนำไปใช้ทำอะไร โดยมีแม่ฟ้าหลวงเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ
นอกจากคาร์บอนเครดิต แม่ฟ้าหลวงยังร่วมกับ GITSDA GEOSAC และ THAICOM เพื่อนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมาแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาประสานกับชุมชน เพื่อให้ชุมชนสามารถระบุพิกัดและควบคุมความรุนแรงจากไฟป่าไม่ให้กระทบผืนป่าชุมชน ยกตัวอย่างกรณีบ้านสบป่อง ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ในปี 2025 ซึ่งโครงการดังกล่าวสามารถลดปริมาณไฟป่าที่เข้ามาในพื้นที่ชุมชนลงจาก 58% เหลือ 26% ภายใน 1 ปีเท่านั้น
“ถ้าเราออกแบบกลไกและแรงจูงใจที่ถูกต้อง ทุกคนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ถ้าชาวบ้านมีรายได้ที่เพียงพอจากการดูแลป่า พวกเขาก็จะช่วยดูแลผืนป่า เพราะพวกเขาเองก็ได้ประโยชน์จากป่าเช่นกัน เช่นเดียวกับภาคธุรกิจ ถ้าเรามีแรงจูงใจและองค์ความรู้ทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้อง เราจะดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” สมิทธิกล่าว
สมิทธิทิ้งท้ายว่า ในระยะยาว เขาคาดหวังให้ภาคธุรกิจสามารถคำนวณต้นทุนที่แท้จริงที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจได้และนำมาสู่การลดผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาเข้าใจว่าในปัจจุบัน ธนาคารโลกกำลังดำเนินการในส่วนนี้อยู่

แม้ผู้ร่วมเสวนาจะมองโจทย์จากคนละตำแหน่ง แต่ทุกฝ่ายส่งสัญญาณตรงกันว่า การเงินเพื่อรับมือภาวะโลกรวนไม่อาจวัดจากมูลค่าสินเชื่อหรือจำนวนโครงการเพียงอย่างเดียว ระบบการเงินจำเป็นต้องมีข้อมูลที่แม่นยำ เป้าหมายที่ตรวจสอบได้ และกลไกที่ทำให้เงินทุนไหลไปถึงภาคธุรกิจและชุมชนที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง
ดังนั้น ก้าวต่อไปของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณเงินลงทุน แต่คือการเปลี่ยนเงินทุกบาทให้กลายเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมต่อผู้คนในทุกระดับ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Mitigation Finance 2026 โปรดดูที่:
https://www.climatefinancethai.com/tracker/mitigation
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thailand Climate Adaptation Finance 2026 โปรดดูที่:
https://www.climatefinancethai.com/tracker/adaptation
