ทำอย่างไรให้โซลาร์เซลล์ช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในประเทศไทย?

Share
ภาพจาก: ION Energy Corporation 

หนี้ครัวเรือนไทยแตะระดับ 86.7% ของ GDP ณ สิ้นปี 2025 นับเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดในเอเชีย ขณะที่ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า หนี้ที่เกิดจากการบริโภคกำลังเพิ่มขึ้น สวนทางกับหนี้เพื่อสร้างรายได้ที่กำลังหดตัวลง พูดง่ายๆ ว่าภาคครัวเรือนกำลังกู้เงินมากขึ้นเพื่อประคองชีวิตประจำวัน มากกว่าสร้างชีวิตในระยะยาว

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ระบุว่า พลังงานคือค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่สูงเป็นอันดับสามของโลก รองจากอาหารและที่อยู่อาศัย เมื่อรวมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในบ้านและการเดินทางเข้าด้วยกัน ครัวเรือนยากจนจะใช้จ่ายรายได้มากกว่า 20% ไปกับพลังงาน ปัญหานี้ชัดเจนมากขึ้นในภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชุมชนรายได้น้อยเผชิญความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของราคาพลังงาน เพราะพลังงานคิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของรายจ่ายทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ความผันผวนของราคาพลังงานถูกฝังอยู่ในระบบเอง

เมื่อรวมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในบ้านและการเดินทางเข้าด้วยกัน ครัวเรือนยากจนจะต้องใช้เงินมากกว่า 20% ของรายได้ทั้งหมดไปกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน

สำหรับประเทศไทย ค่า Ft ซึ่งถูกคำนวณใหม่ทุก 4 เดือนตามราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้ค่าไฟสามารถพุ่งขึ้นได้อย่างฉับพลันโดยแทบไม่มีสัญญาณเตือน และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ครัวเรือนที่ยากจนและไม่มีเงินสำรองจะต้องก่อหนี้เพิ่มเติมเพื่อนำเงินมาจ่ายต้นทุนด้านพลังงาน

ภายใต้บริบทเช่นนี้ “โซลาร์รูฟท็อป” ในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินอาจจะเป็นคำตอบ เพราะมันคือสินทรัพย์ต้นทุนคงที่ มีอายุการใช้งานราว 25 ปี และให้ผลตอบแทนในรูปของค่าไฟที่ลดลงทันทีตั้งแต่วันแรก.. แต่ปัญหาแท้จริงคือ คนยากจนกลับ “ไม่สามารถเข้าถึงเงินทุน” ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

ค่าไฟ – โจทย์สำคัญของครัวเรือนยากจน

ปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังแบกรับหนี้สะสมแทนผู้ใช้ไฟฟ้าอยู่ราว 35,9000 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากวิกฤตพลังงานที่ต่อเนื่องจากสงครามระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย และสงครามในอิหร่าน แต่การจะลดหนี้ในทันทีก็เป็นไม่ได้ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอยในปัจจุบัน ดังนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงตัดสินใจกำหนดค่าไฟงวดพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2026 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือถูกกว่าที่ควรจะเป็นที่ 4.59 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นถึง 18% ภายในรอบบิลเดียว

เพื่อตอบสนองต่อค่าไฟที่สูงขึ้นและภาระหนี้ของ กฟผ. คณะรัฐมนตรีได้ออกนโยบายสำคัญสองด้าน ได้แก่ การใช้โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันไดใหม่ ซึ่งกำหนดให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟมากต้องจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น และการขยายโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเป็น 500 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาระยะเวลา 10 ปี เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026

ในทางหนึ่ง รัฐกำลัง “ส่งสัญญาณ” ให้ครัวเรือนที่ใช้ไฟสูงลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม สมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังนโยบายนี้อาจมีปัญหา เพราะการใช้ไฟฟ้าสูงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนนั้นมีรายได้สูงเสมอไป บางครัวเรือนใช้ไฟมากเพราะต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่บ้าน ดำเนินธุรกิจขนาดเล็กจากที่พักอาศัย หรือมีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก และหลายครัวเรือนเหล่านี้ก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

การใช้ไฟฟ้าสูงไม่ได้หมายความว่าครัวเรือนนั้นมีรายได้สูงเสมอไป บางครัวเรือนใช้ไฟมากเพราะต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่บ้าน ดำเนินธุรกิจขนาดเล็กจากที่พักอาศัย หรือมีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก และหลายครัวเรือนเหล่านี้ก็ยังอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน

ที่สำคัญกว่านั้น นโยบายเหล่านี้อาจแทบไม่ช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าไฟมากที่สุดอย่างคนยากจน เพราะไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงโซลาร์รูฟท็อป ตราบใดที่ไม่มีวิธี “การเข้าถึงทุน”

ทำไมคนรายได้น้อยเข้าไม่ถึงโซลาร์รูฟท็อป

งานวิจัยของ CFNT ในปี 2024 พบว่า ธนาคารไทยจัดประเภทสินเชื่อโซลาร์เป็น “สินเชื่อบ้าน” ที่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่งผลให้ผู้เช่า คนทำงานรุ่นใหม่ และครัวเรือนที่มีทรัพย์สินน้อยถูกกันออกจากระบบโดยปริยาย ทั้งที่ค่า Ft บนบิลไฟของพวกเขามีราคาเท่ากับกลุ่มคนที่มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ระบบการเงินกลับไม่ได้เปิดเส้นทางให้พวกเขาเข้าถึงสินทรัพย์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียม

ครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงที่สุดในประเทศไทย ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ IEA ระบุว่าใช้รายได้สัดส่วนสูงเกินปกติกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เป็นกลุ่มที่มีกันชนต่ำที่สุดต่อการขึ้นค่า Ft และเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนรายจ่ายด้านพลังงานที่ต้องจ่ายซ้ำทุกเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้

ครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงที่สุดในประเทศไทย ก็คือกลุ่มเดียวกับที่ IEA ระบุว่าใช้รายได้สัดส่วนสูงเกินปกติกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เป็นกลุ่มที่มีกันชนต่ำที่สุดต่อการขึ้นค่า Ft และเป็นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด หากสามารถเปลี่ยนรายจ่ายด้านพลังงานที่ต้องจ่ายซ้ำทุกเดือน ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้

การเข้าถึงคนกลุ่มนี้จึงต้องการวิธีแก้ที่แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละกลุ่ม ทั้งรูปแบบสินเชื่อที่เหมาะกับเจ้าของบ้านรายได้น้อย และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสำหรับผู้เช่าและผู้อยู่อาศัยในคอนโด ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ “หลังคา” เหนือศีรษะของตนเอง

5 ข้อเสนอที่รัฐไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม

ข้อแรก การขยายระยะเวลาสินเชื่อจาก 5–7 ปี เป็น 15 หรือ 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานจริงของระบบโซลาร์ การขยายระยะเวลาสินเชื่อแบบนี้จะทำให้ครัวเรือนแบกรับต้นทุกในการติดตั้งโซลาร์ลดลง ที่สำคัญ ข้อเสนอนี้ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณรัฐ แต่อาศัยแค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่เท่านั้น

ข้อที่สอง จัดตั้งกลไกค้ำประกันสินเชื่อสีเขียวและลดน้ำหนักความเสี่ยงของสินเชื่อพลังงาน โดยให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามารับความเสี่ยงบางส่วนของสินเชื่อโซลาร์แบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเปิดทางให้ผู้กู้ที่ไม่มีอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีเครื่องมือที่จะสนับสนุนเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะการลดค่าน้ำหนักความเสี่ยง (Risk Weight) ของสินเชื่อพลังงานหมุนเวียนจาก 100% เหลือ 50% ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ CFNT และ Fair Finance Thailand เคยเสนออย่างเป็นทางการใน whitepaper ร่วมเมื่อเดือนมกราคม 2026

ข้อที่สาม กำหนดให้ระบบโซลาร์สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้เช่นเดียวกับสินเชื่อรถยนต์ แทนที่จะบังคับให้เป็นเพียงสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้ภาระจำนองบ้าน

ข้อที่สี่ ผลักดันระบบ on-bill financing ผ่าน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งจะเปิดทางให้ครัวเรือนสามารถผ่อนชำระค่าโซลาร์ผ่านบิลค่าไฟโดยตรง โดยใช้ประวัติการจ่ายค่าไฟที่มีอยู่แล้วเป็นข้อมูลเครดิต ในทางปฏิบัติ ครัวเรือนไม่ได้กำลังก่อ “หนี้ใหม่” แต่กำลังเปลี่ยนรายจ่ายซ้ำในทุกเดือน ให้กลายเป็นต้นทุนใหม่ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

ข้อที่ห้า ทยอยลดช่องว่างระหว่างราคารับซื้อกับราคาขายไฟฟ้าของภาครัฐ โดยค่อยๆ ปรับลดราคารับซื้อคืนที่ 2.20 บาทต่อหน่วยกับราคาขายปลีกที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับโซลาร์ภาคครัวเรือนทุกระบบ วิธีนี้แทบไม่สร้างภาระทางการคลังเพิ่มเติมแก่รัฐ และยังช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของ “โซลาร์ในฐานะหลักทรัพย์ค้ำประกัน” สำหรับผู้ปล่อยสินเชื่ออีกด้วย

On-Bill Financing ผ่าน การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค (กฟภ.) จะเปิดทางให้ครัวเรือนสามารถผ่อนชำระค่าโซลาร์ผ่านบิลค่าไฟโดยตรง โดยใช้ประวัติการจ่ายค่าไฟที่มีอยู่แล้วเป็นข้อมูลเครดิต

บทสรุป

ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย และโอกาสด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ไม่ใช่คนละประเด็น แต่คือเรื่องเดียวกันที่ถูกมองจากคนละมุม ครัวเรือนที่แบกรับภาระหนี้สูงที่สุด คือกลุ่มเดียวกับที่เปราะบางที่สุดต่อความผันผวนของราคาพลังงาน และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินทรัพย์ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางได้ยากที่สุด

สิ่งที่ยังขาดอยู่ ไม่ใช่เทคโนโลยี ไม่ใช่ความคุ้มค่า และไม่ใช่ความต้องการของประชาชน แต่คือ “การตัดสินใจเชิงระบบ” ในการเปลี่ยนมุมมองต่อโซลาร์เซลล์ว่า มันไม่ใช่ของตกแต่งบ้าน ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางสิ่งแวดล้อม แต่คือเครื่องมือทางการเงินที่จับต้องได้ โดยเฉพาะสำหรับครัวเรือนที่ใช้เวลาชั่วชีวิตเพื่อใช้จ่ายในค่าพลังงานที่พวกเขาเคยได้เป็นเจ้าของ

บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ Bangkok Post

นวพรรษมีพื้นฐานด้านการเงิน การเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยสำเร็จการศึกษาอนุปริญญามหาบัณฑิต สาขา Carbon Finance จาก University of Edinburgh สหราชอาณาจักร และปริญญาตรี สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เธอให้ความสนใจในบทบาทของภาคการเงินต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยเน้นการบูรณาการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน และหลักการ ESG เข้ากับการวิเคราะห์การลงทุนและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน